เคยได้ยินเรื่องคำสาปไหม?
คำสาปที่พูดถึงเรื่องเมื่อใครสักคน ที่ไปรักใคร
แล้วคนๆ นั้นจะต้องจากไปตลอดกาล
ฟังแล้วเหมือนนิทานปรัมปรา
แต่คุณต้องลองฟังเรื่องของน้องคนนึง
เธอชื่อ "วิโลน"
วิโลนเข้ามาทำงานที่แพในวันหนึ่งที่งานวุ่นวาย
ฉันไม่เคยเจอวิโลนมาก่อน ได้เคยได้ยินข่าวว่าวิโลนเป็นศิษย์เก่าแพ
(คือเคยทำงานที่แพมาก่อนนั่นเอง)
วิโลนเป็นเด็กสาวชาวพม่า อายุ 16 ปี
หน้าตาบ้องแบ้ว ผมดำยาว ตาโต คิ้วเข้ม
อวบระยะสุดท้าย (ใกล้เดินทางมาถึงคำว่าอ้วนแล้ว)
วิโลนเหมือนของป่า มีความเชื่องและความก้าวร้าวอยู่ในเวลาเดียวกัน
ของป่า ที่ต้องรู้จักวิธีกิน จึงจะเป็นยา
แต่หากกินผิดวิธี อาจจะเป็นยาพิษ
วิโลนมาทำงานพร้อมกับแฟน (หรือผัวในลักษณะการเรียกของชาวบ้านแทบนั้น)
ชื่อ วัน
วันเป็นเด็กหนุ่มชาวพม่าเช่นกัน
หน้าตาดี คิ้ิวเข้ม มีเขี้ยวเสน่ห์ ร่างกายกำยำ สำเนียงเหน่อนิดๆ
วันเป็นคนที่ขยันทำงาน แต่ไม่ค่อยพูด
หลายครั้งถึงกลายเป็นคนอู้งานไปโดยปริยาย เพราะไม่ยอมบอกว่าตัวเองทำงานอะไรบ้างวันหนึ่งวัน
วิโลนเป็นเด็กที่มาพร้อมกับข่าวลือ
"วิโลนน่ะ มันมั่วผู้ชาย ไม่อยากพูดหรอกนะ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา"
"..ก็ที่หายไปน่ะ มันหายไปคลอดลูก แล้วก็ให้ลูกญาติเลี้ยงไป"
"..ไอ้วันน่ะ มันเป็นคนดี แล้วดันเข้ามาในช่วงเวลาซวย"
"..."
คำพูดที่ไม่อยากจะพูดของคนหลายคนที่เป็นผู้ใหญ่
หลายครั้งก็เป็นคำพูดที่รุนแรง และทำร้ายเด็กจริงๆ
ฉันเองก็ไม่ได้คุยกับวิโลนมากนัก
จนกระทั่งวันหนึ่งที่ต้องพาวิโลนมาช่วยกวาดใบไม้
"พี่แนนรู้ไหม หนูแอบมองพี่แนนตลอดเลย เพราะพี่แนนสวย
พี่แนนสวยเหมือนแม่หนูเลย" วิโลนพูด
"อ่าว แล้วแม่วิโลนอยู่ที่ไหน?" ฉันสงสัย
"แม่หนูตายไปแล้ว ตายไปตั้งแต่หนูเด็กๆ" วิโลนพูดแววตาว่างเปล่า
"แม่หนูไม่สบายนานแล้ว แม่นอนอยู่บ้าน พ่อกับหนูก็ต้องทำงาน
แล้ววันนึง หนูเห็นแม่นอนตัวสั่น หนูวิ่งไปบอกพ่อว่า
- พ่อๆ หนูว่าแม่กำลังจะตาย แม่ไม่สบายมากๆ เลย -
พ่อหนูต้มมันอยู่ ก็ชะโงกหน้ามาดูแม่นิดนึง แล้วก็บอกว่า
- แม่มึงก็ไม่สบายทุกวันแหละ -
แล้วพ่อก็ต้มมันต่อ หนูเลยไปนั่งเฝ้าแม่คนเดียว
พี่รู้มะ แม่ตายต่อหน้าต่อตาหนูเลย
คาตาหนู หนูร้องไห้บอกพ่อว่าแม่ตายแล้วๆ"
วิโลนเล่าเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
"แล้วพ่อหนูทำยังไง ตกใจเลยสิ?" ฉันฟังแล้วชักเหวอ
"พ่อหนูเดินมาดู แล้วก็กลับไปต้มมันต่อ
หนูร้องไห้ วิ่งข้ามเขาไป 3 ลูก ไปบอกป้าว่าแม่ตายแล้ว"
นี่คือการสูญเสียแรกของวิโลน
"แล้วหนูโตมายังไง พ่อเลี้ยงมาเหรอ?" ฉันถาม
"ป่าวค่ะ ป้าหนูเลี้ยงมา ป้าดุมาก ป้าเอาหนูกับพี่ไปเลี้ยง"
วิโลนเล่าไป กวาดพื้นไป
"แล้วพอพี่หนูแต่งงาน หนูก็ย้ายไปอยู่กับเขา
ดีเชียว พี่หนูใจดี แล้ววันนึงผัวเขาก็ซื้อหวย
แล้วถูกหวยด้วยพี่แนน รางวัลใหญ่เลย
ตอนแรกคิดกันว่าสบายแล้วๆ
แต่พี่สาวหนูดันซักเสื้อ แล้วตั๋วมันอยู่ในกางเกงผัวเขา
มันเลยหายไปหมดเลย พี่หนูเสียใจมาก"
"แหงดิ เป็นพี่ก็เสียใจ โคตรเสียดายอ่ะ" ฉันคิดตาม
"แล้ววันนึงหนูเดินกลับบ้าน มันมีบึงที่เราไปจับปลากัน
หนูก็ไปกับพี่อีกคน จะไปจับปลา
พี่แนนรู้ไหม หนูเจออะไร?"
"อย่าบอกว่าตั๋วหวย!"
"หนูเจอพี่สาวหนูนอนอยู่ในบึง นอนคว่ำอยู่ในน้ำ พี่สาวหนูฆ่าตัวตายมั๊งหนูคิด"
วิโลนเล่าหน้าตาเฉยมาก ในขณะที่คนฟังเริ่มขมวดคิ้ว
"ก็รีบวิ่งไปบอกผู้ใหญ่นะ เหมือนพี่หนูกินยาล้างห้องน้ำมาก่อนแล้วด้วย แล้วก็ไปตายที่บึง"
หลังจบประโยค ได้ยินเสียงแคว่กๆ ของไม้กวาด เพียงอย่างเดียว
ฉันพูดไม่ออก
"หนูแปลกใจมากเลย ทำไมหนูต้องเห็นคนที่หนูรักตายต่อหน้าต่อตา หลายคนเลย"
"..." ฉันยังพูดไม่ออก
"อ่อ อีกอย่าง หนูรักพี่แนนนะ พี่อย่าตายนะ" วิโลนพูดติดขำ
อยากกลายร่างเป็นหินให้รู้แล้วรู้รอดจริงๆ!
"หนูไม่ได้รักใครง่ายๆ นะ หนูไม่ค่อยรักใครอ่ะ บอกเลย"
สุดท้าย ฉันเลยเข้าใจ
ว่าวิโลนเป็นเพียงเด็กที่กลัวความรัก
เพราะเมื่อรักใคร ก็ต้องสูญเสียไปตลอด
"..แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่วิโลนยังมีวัน วันก็รักวิโลนไง" ฉันคิดคำปลอบไม่ออก
"โอ๊ยย มันรักหนูเหรอ นี่หนูยังไม่รู้เลยว่ามันรักหนูจริงไหม" วิโลนทำตอบแบบลูกสาวกำนัน
"อะแฮ่ม .. นินทาผมเหรอ" เสียงวันลอยมาตามลม
"หลงตัวเอง ใครเขาพูดถึงมึง" วิโลนรีบตอบ
ทั้งคู่เหมือนภาพตามละครหลังข่าว ที่ต้องมีอาการพ่อแง่แม่งอน
เรื่องของทั้งคู่จะเป็นยังไง ขอเล่าคราวหน้าแล้วกัน
ใครที่อ่านจนถึงตอนนี้ ก็ขอให้ได้มีคนที่ตัวเองรัก และได้รับความรักตอบ
แบบที่ไม่ต้องเจอการสูญเสียแบบวิโลน - ผู้หญิงที่โดนสาป
การสูญเสีย
หลายคนมองว่าเป็นสิ่งเลวร้าย
วิโลนอาจจะโดนมองว่าเป็นคนที่ต้องคำสาป
แต่การสูญเสีย..ก็ทำให้คนเราเข้มแข็งขึ้น
ในวันที่เรายังมีใครข้างๆ เราอาจจะพึ่งพาเขามาก
จนกลายเป็นทำอะไรเองไม่เป็น
แต่เมื่อวันที่เขาจากไป และทำให้เราต้องเข้มแข็งเพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเอง
แม่และพี่สาวของวิโลน
อาจจะเดินทางจากไป
เพื่อให้วิโลนเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง
และก้าวต่อไปอย่างระมัดระวังในเรื่องของหัวใจได้มากกว่าคนอื่น
ขอให้ทุกการสูญเสีย
และทุกคนที่สูญเสีย
ได้รับอะไรตอบแทน
วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557
วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557
สาส์นจากแพกาญฯ : ฉันเชื่อเสมอ เพราะเธอคือคู่ชีวิต
เคยเกิดคำถามไหม
ว่าการที่เราจะเลือกใครสักคนให้เข้ามาอยู่ข้างๆกันในชีวิต
มันควรต้องเลือกกันจากอะไร?
ต้องหน้าตาดี
ต้องมีฐานะ
ต้องบ้านรวย
ต้องทำงานเก่ง
ต้องขยัน
ต้องนิสัยดี
ต้องดูแลเราได้
ต้องเข้าใจกัน
ต้องอยู่ด้วยกันได้
ต้อง.. ต้อง..
ข้อแม้นับร้อยข้อ ผุดขึ้นมาในหัวสมองฉัน
กับการเลือกใครสักคนมาอยู่เคียงข้างกัน
ซึ่งทำให้ตัวฉันเอง ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีใครทนนิสัยคนอย่างฉันได้
คือ.. เอาจริงๆคือ ไม่คิดว่าจะมีใครอยู่กันไปได้จนแก่ ว่างั้นเถอะ!
"ทำไมถึงแต่งงานกับพี่จา" ฉันถามพี่โทนขึ้นในวันนึง
วันที่เรานั่งรอแขกข้างบนเข้ามา Check-in
"คนเราทุกคน มันต้องมีเนื้อคู่นะลูกพี่
พูดไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงเลือกจา
แต่ผมเจอครั้งแรก ผมก็ชอบเลยนะ"
คือ ย้อนกลับไปประโยคที่คุยกันก่อนหน้านี้อีกนิด
พี่โทนเป็นพนักงาน (ขอเรียกว่าลูกน้องท่าจะเหมาะกว่า)
ที่ใส่ใจฉันแบบหาคนเทียบติดยากมาก
พี่โทนเห็นฉันเหนื่อยๆ และซึมๆ
"ลูกพี่ต้องมีคู่ละล่ะ เหมือนไก่ ถ้ามันมีคู่มันจะร่าเริง"
"ยาก ไม่รู้จะไปหาจากไหน หาให้หน่อยดิ" ฉันบอกพี่โทนไป
"ผมดูให้ลูกพี่อยู่ แต่ผมไม่รู้ลูกพี่จะชอบเขาไหม"
"เดี๋ยวนะ เราซึมเพราะเราเหนื่อยนะ ไม่เกี่ยวกับการโสด
เราไม่ใช่ไก่นะพี่โทน!!" ฉันเริ่มนึกได้
"วันนึงลูกพี่ก็จะเจอ คนที่ลูกพี่อยากอยู่ด้วย ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ"
พี่โทนกล่าว
กลับมาที่การคุยเรื่องระหว่างพี่โทน กับ พี่จา
"แม่ผมกับแม่น้องจา รู้จักกัน แล้วผมก็ไม่ได้สนใจอะไร
เราเจอกันตั้งแต่เด็กแล้ว
ผมก็เข้ามาทำงานในเมืองไทย จนวันนึงผมโทรไปหาแม่น้องจา
แล้วน้องจารับ ผมเลยถามว่า ใช่น้องจาหรือเปล่า
เท่านั้นแหละ ผมเลยคุยยาวเลยวันนั้น!" พี่โทนเล่าแบบอมยิ้มเบาๆ
"แล้วผมก็ไปงานวัด วัดมอญตรงนี้แหละพี่ มันมีงาน
ตอนกำลังจะเวียนเทียนกัน ผมก็เจอน้องจาอีก
คือก่อนหน้านี้มันคุยกันนะ แต่ไม่ได้เห็นหน้ากันมานานแล้ว
มาเจอกันที่วัด เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรผมเลย
แต่พอผมเจอ ผมก็รู้สึกคุ้นๆ เลยเดินไปทักว่า น้องจาลูกป้าหรือเปล่า
จาก็บอก ใช่ๆ เราก็เลยทักทายกัน แล้ววันนั้น ผมกับจาก็เวียนเทียนด้วยกัน"
"โห่ อย่างกับในหนัง นี่ได้เป็นพระเอกเลยนะเรา"
ฉันแซว เมื่อเห็นหน้าพี่โทนที่ออกจะคล้ำ แต่เริ่มมีสีแดงระเรื่อ
"โห่ ลูกพี่ ไม่เล่าละ!!"
"เออ เล่ามา ใช้อำนาจการเป็นลูกพี่สั่งให้เล่า!"
พี่โทนเรียกให้เราเป็นลูกพี่ โดยยกตำแหน่งนี้ให้เรา ในที่แพที่นี่เพียงคนเดียว ช่างน่าปลื้มใจ
"แล้วผมกับจาก็ทำงาน เราทำกันคนละที่
ก็คุยโทรศัพท์กันทุกวันเพราะไม่ได้เจอกัน
จะขี่รถไปหากันก็ไกล
คุยกันมาเป็นปีแหละ ระหว่างนั้นเขาก็มีคนเข้ามา ผมก็มีคนเข้ามา
แต่สุดท้ายเราก็ยังเลือกที่จะคุยกันเองมากกว่า
ผมคุยกับเขานานสุดแล้ว
แล้วเขาก็ยังไม่ยอมคบกับผม จนวันนึงผมทนไม่ไหว เลยบอกไปว่า
เอาไง จะแต่งไม่แต่ง ไม่งั้นจะแต่งกับคนอื่นละนะ!
จาเลยตกลงแต่งงานกับผม"
"เห้ย มัดมือชกนี่หว่า"
"ลูกพี่! ตอนนั้นมันไม่ได้แล้ว จะเอาไง เลือกมาสักทาง ไม่อยากค้างคา
เราจะรักใคร มันต้องชัดเจนพี่"
"แล้วอะไรทำให้เลิกคุยกับคนอื่น แต่ไม่เลิกคุยกับคนนี้?"
ฉันถาม เพราะอยากรู้จริงๆ
พี่โทนเอง เป็นหนุ่มฮอตนะจะบอกให้!
"เพราะน้องจาเป็นผู้หญิงใจดี"
"ใจดี คือให้ขนมกินอ่ะนะ ฮ่า" ฉันยังแซวไม่เลิก
"ไม่ใช่อย่างงั้นสิลูกพี่ ใจดีหมายถึง จิตใจดี
เป็นคนคิดดี ไม่คิดจะทำร้ายใคร
ผมเลือกเขาที่เขาใจดี
เพราะเขาน่าจะใจดีกับลูกด้วย"
"แน่ใจว่าหมายถึงใจดีกับลูก ไม่ใช่ใจดีกับตัวเองเวลากลับดึกงี้"
"โอ้ย ลูกพี่นี่มัน..!!" พี่โทนทำท่าจะวิ่งเข้ามาเตะ
ว่าแล้ว รถบัสก็เลี้ยวเข้ามาพอดี
การโดนเตะ จึงถือว่ารอดตัวไป
สุดท้าย สิ่งที่ฉันเอากลับมาคิด
เราอาจจะต้องการคนใจดีสักคน
มาคอยประคับประคองชีวิตที่วุ่นวายกันไปหรือเปล่า?
สุดท้าย สิ่งต่างๆที่เข้ามาในชีวิต
ชื่อเสียง เงินทอง หน้าตา หรืออะไรก็ตามแต่
ที่เราหลายคนเคยตั้งเอาไว้
อาจจะไม่มีค่าอะไรเลย
ถ้าคนข้างๆ เราไม่ใช่คนที่สามารถทำให้เราสบายใจ
ในวันที่เราต้องทุกข์ใจที่สุด
ชีวิตเรา .. คงต้องเดินทางกันอีกไกล
ก็ไม่รู้ว่าทางไกลนั้น ความจริงแล้วมันจะยาว หรือสั้น
แต่คงดี ถ้าเรามีคนใจดี คอยเดินไปด้วยกัน
อย่างที่บอก ชีวิตเราต้องเจออะไรอีกมาก
ขอให้เราได้เจอคนที่จะโตไปพร้อมกัน
เรียนรู้ที่จะผิด หรือ ถูก
เรียนรู้ที่จะสุข หรือ เศร้า
เรียนรู้ที่จะสร้าง หรือ พัง
คนๆ นั้น ..
..ขอให้เราทุกคนได้เจอในสักวัน
ว่าการที่เราจะเลือกใครสักคนให้เข้ามาอยู่ข้างๆกันในชีวิต
มันควรต้องเลือกกันจากอะไร?
ต้องหน้าตาดี
ต้องมีฐานะ
ต้องบ้านรวย
ต้องทำงานเก่ง
ต้องขยัน
ต้องนิสัยดี
ต้องดูแลเราได้
ต้องเข้าใจกัน
ต้องอยู่ด้วยกันได้
ต้อง.. ต้อง..
ข้อแม้นับร้อยข้อ ผุดขึ้นมาในหัวสมองฉัน
กับการเลือกใครสักคนมาอยู่เคียงข้างกัน
ซึ่งทำให้ตัวฉันเอง ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีใครทนนิสัยคนอย่างฉันได้
คือ.. เอาจริงๆคือ ไม่คิดว่าจะมีใครอยู่กันไปได้จนแก่ ว่างั้นเถอะ!
"ทำไมถึงแต่งงานกับพี่จา" ฉันถามพี่โทนขึ้นในวันนึง
วันที่เรานั่งรอแขกข้างบนเข้ามา Check-in
"คนเราทุกคน มันต้องมีเนื้อคู่นะลูกพี่
พูดไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงเลือกจา
แต่ผมเจอครั้งแรก ผมก็ชอบเลยนะ"
คือ ย้อนกลับไปประโยคที่คุยกันก่อนหน้านี้อีกนิด
พี่โทนเป็นพนักงาน (ขอเรียกว่าลูกน้องท่าจะเหมาะกว่า)
ที่ใส่ใจฉันแบบหาคนเทียบติดยากมาก
พี่โทนเห็นฉันเหนื่อยๆ และซึมๆ
"ลูกพี่ต้องมีคู่ละล่ะ เหมือนไก่ ถ้ามันมีคู่มันจะร่าเริง"
"ยาก ไม่รู้จะไปหาจากไหน หาให้หน่อยดิ" ฉันบอกพี่โทนไป
"ผมดูให้ลูกพี่อยู่ แต่ผมไม่รู้ลูกพี่จะชอบเขาไหม"
"เดี๋ยวนะ เราซึมเพราะเราเหนื่อยนะ ไม่เกี่ยวกับการโสด
เราไม่ใช่ไก่นะพี่โทน!!" ฉันเริ่มนึกได้
"วันนึงลูกพี่ก็จะเจอ คนที่ลูกพี่อยากอยู่ด้วย ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ"
พี่โทนกล่าว
กลับมาที่การคุยเรื่องระหว่างพี่โทน กับ พี่จา
"แม่ผมกับแม่น้องจา รู้จักกัน แล้วผมก็ไม่ได้สนใจอะไร
เราเจอกันตั้งแต่เด็กแล้ว
ผมก็เข้ามาทำงานในเมืองไทย จนวันนึงผมโทรไปหาแม่น้องจา
แล้วน้องจารับ ผมเลยถามว่า ใช่น้องจาหรือเปล่า
เท่านั้นแหละ ผมเลยคุยยาวเลยวันนั้น!" พี่โทนเล่าแบบอมยิ้มเบาๆ
"แล้วผมก็ไปงานวัด วัดมอญตรงนี้แหละพี่ มันมีงาน
ตอนกำลังจะเวียนเทียนกัน ผมก็เจอน้องจาอีก
คือก่อนหน้านี้มันคุยกันนะ แต่ไม่ได้เห็นหน้ากันมานานแล้ว
มาเจอกันที่วัด เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรผมเลย
แต่พอผมเจอ ผมก็รู้สึกคุ้นๆ เลยเดินไปทักว่า น้องจาลูกป้าหรือเปล่า
จาก็บอก ใช่ๆ เราก็เลยทักทายกัน แล้ววันนั้น ผมกับจาก็เวียนเทียนด้วยกัน"
"โห่ อย่างกับในหนัง นี่ได้เป็นพระเอกเลยนะเรา"
ฉันแซว เมื่อเห็นหน้าพี่โทนที่ออกจะคล้ำ แต่เริ่มมีสีแดงระเรื่อ
"โห่ ลูกพี่ ไม่เล่าละ!!"
"เออ เล่ามา ใช้อำนาจการเป็นลูกพี่สั่งให้เล่า!"
พี่โทนเรียกให้เราเป็นลูกพี่ โดยยกตำแหน่งนี้ให้เรา ในที่แพที่นี่เพียงคนเดียว ช่างน่าปลื้มใจ
"แล้วผมกับจาก็ทำงาน เราทำกันคนละที่
ก็คุยโทรศัพท์กันทุกวันเพราะไม่ได้เจอกัน
จะขี่รถไปหากันก็ไกล
คุยกันมาเป็นปีแหละ ระหว่างนั้นเขาก็มีคนเข้ามา ผมก็มีคนเข้ามา
แต่สุดท้ายเราก็ยังเลือกที่จะคุยกันเองมากกว่า
ผมคุยกับเขานานสุดแล้ว
แล้วเขาก็ยังไม่ยอมคบกับผม จนวันนึงผมทนไม่ไหว เลยบอกไปว่า
เอาไง จะแต่งไม่แต่ง ไม่งั้นจะแต่งกับคนอื่นละนะ!
จาเลยตกลงแต่งงานกับผม"
"เห้ย มัดมือชกนี่หว่า"
"ลูกพี่! ตอนนั้นมันไม่ได้แล้ว จะเอาไง เลือกมาสักทาง ไม่อยากค้างคา
เราจะรักใคร มันต้องชัดเจนพี่"
"แล้วอะไรทำให้เลิกคุยกับคนอื่น แต่ไม่เลิกคุยกับคนนี้?"
ฉันถาม เพราะอยากรู้จริงๆ
พี่โทนเอง เป็นหนุ่มฮอตนะจะบอกให้!
"เพราะน้องจาเป็นผู้หญิงใจดี"
"ใจดี คือให้ขนมกินอ่ะนะ ฮ่า" ฉันยังแซวไม่เลิก
"ไม่ใช่อย่างงั้นสิลูกพี่ ใจดีหมายถึง จิตใจดี
เป็นคนคิดดี ไม่คิดจะทำร้ายใคร
ผมเลือกเขาที่เขาใจดี
เพราะเขาน่าจะใจดีกับลูกด้วย"
"แน่ใจว่าหมายถึงใจดีกับลูก ไม่ใช่ใจดีกับตัวเองเวลากลับดึกงี้"
"โอ้ย ลูกพี่นี่มัน..!!" พี่โทนทำท่าจะวิ่งเข้ามาเตะ
ว่าแล้ว รถบัสก็เลี้ยวเข้ามาพอดี
การโดนเตะ จึงถือว่ารอดตัวไป
สุดท้าย สิ่งที่ฉันเอากลับมาคิด
เราอาจจะต้องการคนใจดีสักคน
มาคอยประคับประคองชีวิตที่วุ่นวายกันไปหรือเปล่า?
สุดท้าย สิ่งต่างๆที่เข้ามาในชีวิต
ชื่อเสียง เงินทอง หน้าตา หรืออะไรก็ตามแต่
ที่เราหลายคนเคยตั้งเอาไว้
อาจจะไม่มีค่าอะไรเลย
ถ้าคนข้างๆ เราไม่ใช่คนที่สามารถทำให้เราสบายใจ
ในวันที่เราต้องทุกข์ใจที่สุด
ชีวิตเรา .. คงต้องเดินทางกันอีกไกล
ก็ไม่รู้ว่าทางไกลนั้น ความจริงแล้วมันจะยาว หรือสั้น
แต่คงดี ถ้าเรามีคนใจดี คอยเดินไปด้วยกัน
อย่างที่บอก ชีวิตเราต้องเจออะไรอีกมาก
ขอให้เราได้เจอคนที่จะโตไปพร้อมกัน
เรียนรู้ที่จะผิด หรือ ถูก
เรียนรู้ที่จะสุข หรือ เศร้า
เรียนรู้ที่จะสร้าง หรือ พัง
คนๆ นั้น ..
..ขอให้เราทุกคนได้เจอในสักวัน
แด่พี่โทน กับความรักดี ดี : )
วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557
สาส์นจากแพกาญฯ : โลกใบเดียวกัน ที่คนแบ่งออกเป็นหลายใบ
มันเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรที่เล็กมากๆ
มันเกิดจาก เสียง "ตื้อดึ่ง" ของ Line
มันคือเสียง Line ของพนักงานคนหนึ่ง ที่ดังมาในช่วงเวลาพักเที่ยง
พ่อฉันเริ่มพูด ในขณะที่ฉันเองก็กำลังระรัวนิ้วพิมพ์ไลน์
"นี่มันเป็นไวรัส ไอ้พวกเกมออนไลน์ ทำให้ไม่รู้จักทำงานทำการ เล่นกันตลอดเวลา"
ฉันเหลือบตาขึ้นมามองเล็กน้อย
..แล้วเล่นต่อ
"คนพวกนี้นะ เราต้องเหยียบให้มันอยู่ในที่ของมัน อย่าให้มันเริ่มคิดจะทำอะไร
เพราะมันคิดไม่เป็น มันโง่ มัน..."
แล้วพ่อก็เริ่มบ่นอะไรบางอย่าง ที่ขอละไว้ในการพิมพ์
เพราะขนาดฟัง ฉันยังอยากจะกดปุ่ม mute ให้ไม่ได้ยินเสียงพ่อเลย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น
ทำให้ฉันคิดต่อไป
เราควรจะทำอย่างไร เพื่อจะจัดการลูกน้อง(หรือลูกทีม)
ให้ทำงานกับเราอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
ในโลกที่ทุกคนเสพติด Social Media?
และอีกประเด็นที่ฉันกังขาขึ้นมาเบาๆ
อะไรทำให้คนเรา กล้าจะแบ่งชนชั้นกับคนอื่น
คนที่มีโอกาสน้อยกว่าเรา?
อยากรู้ว่า ถ้าพ่อต้องไปนั่งคุยกับ Bill Gates หรือคนดังระดับโลกสักคน
พ่อจะทำยังไง?
มันน่าแปลก ที่วันนึง เมื่อเราโตอยู่ในจุดที่คนเริ่มมองเห็น
เรากลับเลือกที่จะไม่มองคนอื่นในระดับเดียวกับเรา
แม้จะเป็นเรื่องธรรมดา ที่คนบนเวที จะมองเห็นคนล่างเวทีได้ไม่ชัด
แต่อย่างน้อย ถ้าเราต้องการจะสื่อสารกับคนข้างล่าง
เราอาจจะต้องพยายามมากกว่าเดิมหรือเปล่า?
ฉันอาจจะเป็นเด็ก
ฉันจึงคิดอะไรแบบเด็กๆ
และหลายครั้ง ออกแนวจะเป็นเด็กโง่ด้วยซ้ำ
ฉันรู้สึกว่าทุกคน ควรมีความสุขในการทำงาน
งานที่ทำ ถ้าทำเพื่อให้ได้เงินอย่างเดียว
ลาออกเหอะ
เงิน ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้ เป็นเร่ืองจริง
แต่เงิน ไม่สามารถทำให้เราตอบโจทย์ชีวิตได้ในหลายๆ เรื่อง
อย่างน้อย ก็เช่นเรื่องการที่เราภูมิใจกับสิ่งที่ทำอยู่หรือเปล่า?
ถ้าเราทุกคน ไม่เคยมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำ
สิ่งที่เราทำ อาจจะมีประโยชน์ต่อคนเป็นร้อย
แต่กลับไม่มีความหมายต่อคนที่สำคัญที่สุด
นั่นคือ "ตัวเรา" เอง
ทุกวันนี้ ฉันทำงานที่ฉันไม่ได้รัก
แต่ฉันรู้ว่าฉันทำมันได้
งานที่ฉันทำ อาจจะไม่ใช่ครีเอทีฟ นั่งในห้องแอร์ เหมือนเมื่อก่อน
มันเป็นแค่การเจอกับชาวบ้าน ทำความสะอาด เก็บกวาดใบไม้
แต่ฉันก็เลือกจะมองมันในมุมที่ว่า
"ถ้าไม่มีใครทำ คนที่มาเที่ยวจะต้องเจอกับที่สกปรกนะ นี่มันเป็นงานระดับประเทศนะ"
"ถ้าไม่กวาดใบไม้ มันจะเหมือนที่รกร้างอาจมีงู เราต้องสร้างความปลอดภัย"
"ถ้าไม่รดน้ำต้นไม้ ต้นไม้จะตาย เรากำลังสร้างออกซิเจนให้โลก"
ฯลฯ
งานง่ายๆ ที่ทำให้ฉันมองโลกเปลี่ยนไป
งานที่ทำให้ฉันมองว่า ทุกคนมีความหมายในทุกตำแหน่ง
ตัดกลับมาอีกครั้ง
เรื่องคุณค่าของงานที่ทำ
ฉันเห็นคุณค่าของงานทุกงานที่ฉันทำ
แต่ฉันจะสนุกกับมันถึงเมื่อไหร่?
ไม่มีใครรู้หรอก
การอยู่ที่นี่ ฉันมีเป้าหมายของฉัน
ถ้าวันนึง มันบรรลุแล้ว
ฉันก็ไปเหมือนกัน
เพราะ..
ไม่มีใครควรต้องอดทนทำ
ในสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกแย่กับตัวเอง
ตัดภาพกลับมาอีกที
พ่อฉันยังคงพูดเรื่องน่าเบื่อๆ เหมือนฉันดูละคร ลูกทาส อยู่
ยุคสมัย เปลี่ยนไปประมาณชาติเศษแล้ว
ไม่มีใคร ต้องทำงานให้ใครแบบขี้ข้าอีกต่อไป
โลกของนายจ้างต้องหัดมีความคิดแบบ
"เอาใจเขามาใส่ใจเรา" เสียบ้าง
หมดเวลาเป็นเจ้าเหนือชีวิตใคร
ความจำเป็นของทุกคน มีความสำคัญเท่ากัน
คนจนจะไปส่งลูก
คนรวยจะไปส่งลูก
เนื้อหาสาระ ก็สำคัญเหมือนกัน
ตลกดี ที่เราอยู่ในโลกที่คอยบอก
อยากสร้างความปรองดอง อยากให้ทุกคนอยู่อย่างสันติ
แต่กลับเลือกจะแบ่งชนชั้นกันทุกทาง
หมายเหตุ
: เรื่องนี้ ไม่ได้ต้องการจะกล่าวถึงบุพการีในทางที่ไม่ควร แค่รู้สึกว่าคนเราทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงออกทางความคิดเห็น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เอาหมายเหตุใหม่ดีกว่า เผื่อคนจะมองว่าเรานิสัยไม่ดี
: เรื่องข้างต้น เป็นเร่ื่องราวสมมติ ตัวละครทุกตัวที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการยกตัวอย่าง หากมีการร้อนตัว หรือด้วยเหตุอันใด ขอบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับดิฉันโดยสมบูรณ์แบบ
สวัสดี
มันเกิดจาก เสียง "ตื้อดึ่ง" ของ Line
มันคือเสียง Line ของพนักงานคนหนึ่ง ที่ดังมาในช่วงเวลาพักเที่ยง
พ่อฉันเริ่มพูด ในขณะที่ฉันเองก็กำลังระรัวนิ้วพิมพ์ไลน์
"นี่มันเป็นไวรัส ไอ้พวกเกมออนไลน์ ทำให้ไม่รู้จักทำงานทำการ เล่นกันตลอดเวลา"
ฉันเหลือบตาขึ้นมามองเล็กน้อย
..แล้วเล่นต่อ
"คนพวกนี้นะ เราต้องเหยียบให้มันอยู่ในที่ของมัน อย่าให้มันเริ่มคิดจะทำอะไร
เพราะมันคิดไม่เป็น มันโง่ มัน..."
แล้วพ่อก็เริ่มบ่นอะไรบางอย่าง ที่ขอละไว้ในการพิมพ์
เพราะขนาดฟัง ฉันยังอยากจะกดปุ่ม mute ให้ไม่ได้ยินเสียงพ่อเลย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น
ทำให้ฉันคิดต่อไป
เราควรจะทำอย่างไร เพื่อจะจัดการลูกน้อง(หรือลูกทีม)
ให้ทำงานกับเราอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
ในโลกที่ทุกคนเสพติด Social Media?
และอีกประเด็นที่ฉันกังขาขึ้นมาเบาๆ
อะไรทำให้คนเรา กล้าจะแบ่งชนชั้นกับคนอื่น
คนที่มีโอกาสน้อยกว่าเรา?
อยากรู้ว่า ถ้าพ่อต้องไปนั่งคุยกับ Bill Gates หรือคนดังระดับโลกสักคน
พ่อจะทำยังไง?
มันน่าแปลก ที่วันนึง เมื่อเราโตอยู่ในจุดที่คนเริ่มมองเห็น
เรากลับเลือกที่จะไม่มองคนอื่นในระดับเดียวกับเรา
แม้จะเป็นเรื่องธรรมดา ที่คนบนเวที จะมองเห็นคนล่างเวทีได้ไม่ชัด
แต่อย่างน้อย ถ้าเราต้องการจะสื่อสารกับคนข้างล่าง
เราอาจจะต้องพยายามมากกว่าเดิมหรือเปล่า?
ฉันอาจจะเป็นเด็ก
ฉันจึงคิดอะไรแบบเด็กๆ
และหลายครั้ง ออกแนวจะเป็นเด็กโง่ด้วยซ้ำ
ฉันรู้สึกว่าทุกคน ควรมีความสุขในการทำงาน
งานที่ทำ ถ้าทำเพื่อให้ได้เงินอย่างเดียว
ลาออกเหอะ
เงิน ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้ เป็นเร่ืองจริง
แต่เงิน ไม่สามารถทำให้เราตอบโจทย์ชีวิตได้ในหลายๆ เรื่อง
อย่างน้อย ก็เช่นเรื่องการที่เราภูมิใจกับสิ่งที่ทำอยู่หรือเปล่า?
ถ้าเราทุกคน ไม่เคยมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำ
สิ่งที่เราทำ อาจจะมีประโยชน์ต่อคนเป็นร้อย
แต่กลับไม่มีความหมายต่อคนที่สำคัญที่สุด
นั่นคือ "ตัวเรา" เอง
ทุกวันนี้ ฉันทำงานที่ฉันไม่ได้รัก
แต่ฉันรู้ว่าฉันทำมันได้
งานที่ฉันทำ อาจจะไม่ใช่ครีเอทีฟ นั่งในห้องแอร์ เหมือนเมื่อก่อน
มันเป็นแค่การเจอกับชาวบ้าน ทำความสะอาด เก็บกวาดใบไม้
แต่ฉันก็เลือกจะมองมันในมุมที่ว่า
"ถ้าไม่มีใครทำ คนที่มาเที่ยวจะต้องเจอกับที่สกปรกนะ นี่มันเป็นงานระดับประเทศนะ"
"ถ้าไม่กวาดใบไม้ มันจะเหมือนที่รกร้างอาจมีงู เราต้องสร้างความปลอดภัย"
"ถ้าไม่รดน้ำต้นไม้ ต้นไม้จะตาย เรากำลังสร้างออกซิเจนให้โลก"
ฯลฯ
งานง่ายๆ ที่ทำให้ฉันมองโลกเปลี่ยนไป
งานที่ทำให้ฉันมองว่า ทุกคนมีความหมายในทุกตำแหน่ง
ตัดกลับมาอีกครั้ง
เรื่องคุณค่าของงานที่ทำ
ฉันเห็นคุณค่าของงานทุกงานที่ฉันทำ
แต่ฉันจะสนุกกับมันถึงเมื่อไหร่?
ไม่มีใครรู้หรอก
การอยู่ที่นี่ ฉันมีเป้าหมายของฉัน
ถ้าวันนึง มันบรรลุแล้ว
ฉันก็ไปเหมือนกัน
เพราะ..
ไม่มีใครควรต้องอดทนทำ
ในสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกแย่กับตัวเอง
ตัดภาพกลับมาอีกที
พ่อฉันยังคงพูดเรื่องน่าเบื่อๆ เหมือนฉันดูละคร ลูกทาส อยู่
ยุคสมัย เปลี่ยนไปประมาณชาติเศษแล้ว
ไม่มีใคร ต้องทำงานให้ใครแบบขี้ข้าอีกต่อไป
โลกของนายจ้างต้องหัดมีความคิดแบบ
"เอาใจเขามาใส่ใจเรา" เสียบ้าง
หมดเวลาเป็นเจ้าเหนือชีวิตใคร
ความจำเป็นของทุกคน มีความสำคัญเท่ากัน
คนจนจะไปส่งลูก
คนรวยจะไปส่งลูก
เนื้อหาสาระ ก็สำคัญเหมือนกัน
ตลกดี ที่เราอยู่ในโลกที่คอยบอก
อยากสร้างความปรองดอง อยากให้ทุกคนอยู่อย่างสันติ
แต่กลับเลือกจะแบ่งชนชั้นกันทุกทาง
หมายเหตุ
: เรื่องนี้ ไม่ได้ต้องการจะกล่าวถึงบุพการีในทางที่ไม่ควร แค่รู้สึกว่าคนเราทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงออกทางความคิดเห็น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เอาหมายเหตุใหม่ดีกว่า เผื่อคนจะมองว่าเรานิสัยไม่ดี
: เรื่องข้างต้น เป็นเร่ื่องราวสมมติ ตัวละครทุกตัวที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการยกตัวอย่าง หากมีการร้อนตัว หรือด้วยเหตุอันใด ขอบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับดิฉันโดยสมบูรณ์แบบ
สวัสดี
วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557
สาสน์จากแพกาญฯ : การร่ำลาที่ไม่มีคำว่า "บ๊ายบาย"
อากาศร้อนเริ่มวนมาในชีวิต
เสื้อกันหนาวที่เคยหวงแหนนักหนา
ตอนนี้อยากเอาไปปาหัวหมาทิ้ง
นี่คือสัญญาณของ Low Season
ซึ่งเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวจะสงบเสงี่ยม
ทัวร์ที่เคยวนเวียนมาวันละหลายบัส
จะเริ่มถอยมาเหลือน้อยลง
หลายคนบอกมันเป็นช่วงเวลาตกงาน
หลายคนบอกมันเป็นช่วงเวลาของการท่องเที่ยว
สำหรับฉัน มันคงเป็นช่วงเวลาที่ฉันจะได้เตรียมตัวสอบ IELTS สักที
และในทุกการเปลี่ยนแปลง
ก็มีการเปลี่ยนแปลง
พี่เก่ง ลาออก
และกลับไปสู่ที่ที่เขาจากมา
"เชียงใหม่"
เรื่องของการจากไปของพี่เก่ง
เป็นเรื่องที่ฉันได้ยินมานาน จนคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เลื่อนลอย
ใครต่อใครมักบ่นเรื่องจะลาออกจากงาน
ฉันจึงไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของพี่เก่งมากนัก
จนกระทั่งเหตุผลต่างๆ เริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
"ผมว่าร่างกายผมเริ่มไม่ไหวแล้ว"
"ลูกชายผมมันไม่อยากเรียนต่อ มันบอกมันอยากทำงาน"
"บ้านผมไม่มีใครช่วยงานเลย มีแต่คนแก่ทั้งนั้นด้วย"
ฯลฯ
ยังไม่รวมถึงเรื่องกดดันจากป้า และลุง และใครอีกมากมาย
มันเป็นมุมมองความกดดันจากมุมต่าง
คนจ่ายเงิน รู้สึกอยากได้การทำงานที่คุ้มค่า
คนทำงาน รู้สึกอยากได้เงินที่คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป
"ผมจะกลับวันที่ 9 มีนานี้แล้ว ที่บ้านผมจะขับรถมารับ"
นี่คือประโยคที่ฉันฟังแล้วยืนนิ่งไปสักพัก
"วันนั้นเราไม่อยู่ด้วยดิ กลับบ้าน" ฉันบอก
โดยที่รู้ว่าคนฟังก็คงไม่สามารถจะรอฉันกลับมา
"โหย อดปาร์ตี้อำลาเลย" พี่เก่งแค่นหัวเราะ
บอกตรงๆ ฉันพูดไม่ถูกว่าฉันดีใจ หรือเสียใจ
ในวันที่เพื่อนคนแรกของฉันจะจากสถานที่นี้ไป
1 วัน ก่อนฉันจะกลับกรุงเทพฯ เป็นวันที่ทั้งป้าและลุงเดินทางไปเชียงใหม่
ไม่เกี่ยวกับการกลับบ้านของพี่เก่ง
ทั้งคู่แค่ไปเที่ยว
วันนั้น พี่เก่งไลน์มา
"พี่น้อง ไปเปิดหูเปิดตากันดีกว่า"
พอฉันเปิดอ่าน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เปิดมาเป็นพี่เก่ง
"ไปๆ ไปกินลมกันสักหน่อยดีกว่า"
"จะไปกันยังไงล่ะ กุญแจรถก็ไม่มี" ฉันถาม
"เดี๋ยวยืมรถใครไปก็ได้ เยอะแยะ"
เราทั้งคู่จึงยืมรถน้องชายพี่โทนไป
มอเตอร์ไซด์เบรคไม่ดีคันนั้น
ขับพาเราออกไปตามเส้นทางที่ฉันไม่เคยไป
"เวลาขี่มาทางนี้ มันออกถนนใหญ่ง่ายกว่า
จะได้ไม่ต้องไปอ้อม" พี่เก่งพาฉันมาเพื่อบอกเส้นทาง
พี่เก่งขี่มอไซด์ช้ามาก
"พี่เก่ง ขี่มอไซค์เก่งประเนี่ย?!"
"โอ้ย ขึ้นอยู่กับว่า เราวัดความเก่งกันที่อะไรมั้งครับ"
แล้วเราทั้งคู่ก็ไปร้านกาแฟประจำ ตรงไทรโยคใหญ่
นั่งกินกาแฟ ตอนเกือบเที่ยง
ลมร้อนพัดมาตีหน้า แต่เมื่อนั่งในที่ร่ม
มันก็ราวกับเป็นลมเย็น
บทสนทนาต่างๆ พรั่งพรูออกมาเช่นเดิม
เราทั้งคู่ ไม่พูดถึงเรื่องการกลับบ้านของเขา
รวมถึงไม่พูดด้วยว่า การออกมาครั้งนี้
..คงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนพี่เก่งกลับบ้าน
คืนนั้น ฉันเขียนโปสการ์ดถึงพี่เก่ง
แนบใส่หนังสือ "ประโยคย้อนแสง" ของประภาส
และฝากให้พี่เก่งในวันที่เขากลับบ้าน
แล้วตัวฉันก็เดินทางกลับกทม.
มันเป็นเรื่องที่น่าแปลก
บางการร่ำลา
ก็ไม่สมควรมีคำลา
บางทีเราอาจจะเศร้าเพราะโลกนี้มีคำว่า "บ๊ายบาย"
สุดท้าย วันที่พี่เก่งออกเดินทาง
ฉันไลน์มาหาเขาจากกทม. เพื่อถามเขาว่าออกเดินทางหรือยัง
รวมถึงได้ของที่ฉันฝากไว้ไหม?
"ได้แล้วครับ กำลังอ่านอยู่เลย"
"ผมเชื่อว่า เราต้องได้เจอกันอีก"
มิตรภาพมันก็แบบนี้แหละ
อาจจะต้องจากกันไป เพื่อแยกกันไปเติบโต
แต่ก็รู้ว่า ยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกัน
ฉันยิ้มเมื่ออ่าน
เพราะประโยคสุดท้ายที่ฉันเขียนในโปสการ์ดคือ
"see you next station : Chiang Mai!!"
การที่คนเราได้เจอกัน
ครั้งแรก เพราะเราสมควรจะเจอกัน
จากนั้น เพราะเราอยากเจอกัน
..แล้วเจอกันนะทุกคน!
เสื้อกันหนาวที่เคยหวงแหนนักหนา
ตอนนี้อยากเอาไปปาหัวหมาทิ้ง
นี่คือสัญญาณของ Low Season
ซึ่งเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวจะสงบเสงี่ยม
ทัวร์ที่เคยวนเวียนมาวันละหลายบัส
จะเริ่มถอยมาเหลือน้อยลง
หลายคนบอกมันเป็นช่วงเวลาตกงาน
หลายคนบอกมันเป็นช่วงเวลาของการท่องเที่ยว
สำหรับฉัน มันคงเป็นช่วงเวลาที่ฉันจะได้เตรียมตัวสอบ IELTS สักที
และในทุกการเปลี่ยนแปลง
ก็มีการเปลี่ยนแปลง
พี่เก่ง ลาออก
และกลับไปสู่ที่ที่เขาจากมา
"เชียงใหม่"
เรื่องของการจากไปของพี่เก่ง
เป็นเรื่องที่ฉันได้ยินมานาน จนคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เลื่อนลอย
ใครต่อใครมักบ่นเรื่องจะลาออกจากงาน
ฉันจึงไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของพี่เก่งมากนัก
จนกระทั่งเหตุผลต่างๆ เริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
"ผมว่าร่างกายผมเริ่มไม่ไหวแล้ว"
"ลูกชายผมมันไม่อยากเรียนต่อ มันบอกมันอยากทำงาน"
"บ้านผมไม่มีใครช่วยงานเลย มีแต่คนแก่ทั้งนั้นด้วย"
ฯลฯ
ยังไม่รวมถึงเรื่องกดดันจากป้า และลุง และใครอีกมากมาย
มันเป็นมุมมองความกดดันจากมุมต่าง
คนจ่ายเงิน รู้สึกอยากได้การทำงานที่คุ้มค่า
คนทำงาน รู้สึกอยากได้เงินที่คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป
"ผมจะกลับวันที่ 9 มีนานี้แล้ว ที่บ้านผมจะขับรถมารับ"
นี่คือประโยคที่ฉันฟังแล้วยืนนิ่งไปสักพัก
"วันนั้นเราไม่อยู่ด้วยดิ กลับบ้าน" ฉันบอก
โดยที่รู้ว่าคนฟังก็คงไม่สามารถจะรอฉันกลับมา
"โหย อดปาร์ตี้อำลาเลย" พี่เก่งแค่นหัวเราะ
บอกตรงๆ ฉันพูดไม่ถูกว่าฉันดีใจ หรือเสียใจ
ในวันที่เพื่อนคนแรกของฉันจะจากสถานที่นี้ไป
1 วัน ก่อนฉันจะกลับกรุงเทพฯ เป็นวันที่ทั้งป้าและลุงเดินทางไปเชียงใหม่
ไม่เกี่ยวกับการกลับบ้านของพี่เก่ง
ทั้งคู่แค่ไปเที่ยว
วันนั้น พี่เก่งไลน์มา
"พี่น้อง ไปเปิดหูเปิดตากันดีกว่า"
พอฉันเปิดอ่าน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เปิดมาเป็นพี่เก่ง
"ไปๆ ไปกินลมกันสักหน่อยดีกว่า"
"จะไปกันยังไงล่ะ กุญแจรถก็ไม่มี" ฉันถาม
"เดี๋ยวยืมรถใครไปก็ได้ เยอะแยะ"
เราทั้งคู่จึงยืมรถน้องชายพี่โทนไป
มอเตอร์ไซด์เบรคไม่ดีคันนั้น
ขับพาเราออกไปตามเส้นทางที่ฉันไม่เคยไป
"เวลาขี่มาทางนี้ มันออกถนนใหญ่ง่ายกว่า
จะได้ไม่ต้องไปอ้อม" พี่เก่งพาฉันมาเพื่อบอกเส้นทาง
พี่เก่งขี่มอไซด์ช้ามาก
"พี่เก่ง ขี่มอไซค์เก่งประเนี่ย?!"
"โอ้ย ขึ้นอยู่กับว่า เราวัดความเก่งกันที่อะไรมั้งครับ"
แล้วเราทั้งคู่ก็ไปร้านกาแฟประจำ ตรงไทรโยคใหญ่
นั่งกินกาแฟ ตอนเกือบเที่ยง
ลมร้อนพัดมาตีหน้า แต่เมื่อนั่งในที่ร่ม
มันก็ราวกับเป็นลมเย็น
บทสนทนาต่างๆ พรั่งพรูออกมาเช่นเดิม
เราทั้งคู่ ไม่พูดถึงเรื่องการกลับบ้านของเขา
รวมถึงไม่พูดด้วยว่า การออกมาครั้งนี้
..คงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนพี่เก่งกลับบ้าน
คืนนั้น ฉันเขียนโปสการ์ดถึงพี่เก่ง
แนบใส่หนังสือ "ประโยคย้อนแสง" ของประภาส
และฝากให้พี่เก่งในวันที่เขากลับบ้าน
แล้วตัวฉันก็เดินทางกลับกทม.
มันเป็นเรื่องที่น่าแปลก
บางการร่ำลา
ก็ไม่สมควรมีคำลา
บางทีเราอาจจะเศร้าเพราะโลกนี้มีคำว่า "บ๊ายบาย"
สุดท้าย วันที่พี่เก่งออกเดินทาง
ฉันไลน์มาหาเขาจากกทม. เพื่อถามเขาว่าออกเดินทางหรือยัง
รวมถึงได้ของที่ฉันฝากไว้ไหม?
"ได้แล้วครับ กำลังอ่านอยู่เลย"
"ผมเชื่อว่า เราต้องได้เจอกันอีก"
มิตรภาพมันก็แบบนี้แหละ
อาจจะต้องจากกันไป เพื่อแยกกันไปเติบโต
แต่ก็รู้ว่า ยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกัน
ฉันยิ้มเมื่ออ่าน
เพราะประโยคสุดท้ายที่ฉันเขียนในโปสการ์ดคือ
"see you next station : Chiang Mai!!"
การที่คนเราได้เจอกัน
ครั้งแรก เพราะเราสมควรจะเจอกัน
จากนั้น เพราะเราอยากเจอกัน
..แล้วเจอกันนะทุกคน!
วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
สาส์นจากแพกาญฯ : การตัดสินใจและคำพิพากษา
มีเรื่องราวความรักแบบความลับจะมาบอก
คือจริงๆแล้ว ก่อนหน้านี้มันถือเป็นความลับมาก
ลับจนเราไม่กล้าจะเอามาเขียนใส่พื้นที่ตรงนี้
เลยได้แต่จดใส่ไดอารี่ตัวเองเบาๆ
เชอรี่ กับ พี่เก่ง
"เป็นแฟนกัน!!"
โดยที่ทั้งคู่ แอบคบหากันมาสักพัก
สาเหตุการแอบก็คือ
๑. เชอรี่มีสามีแล้ว แม้เธอจะไม่ได้รักเขา แต่เขาก็เป็นสามีตามประเทณีของเธอ
๒. ญาติเชอรี่ไม่มีใครชอบพี่เก่งเลย เพราะพี่เก่งแก่กว่ามากๆ แถมกินเหล้า สูบบุหรี่ แล้วยังสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์อีก
เอาเป็นว่า เรื่องนี้ก็นับเป็นเรื่องต่างคนต่างมุมมองมากๆ
คนนึง เป็นสาวชาวพม่า ทำงานคล่องแคล่ว ขยันเกินใคร
แต่ในสายตาคนอื่นอาจจะเป็นเพียงแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีการศึกษา
คนนึง เป็นผู้ชายติดส์แตก ความสามารถล้นเหลือ ส่วนจะใช้หรือไม่ก็แล้วแต่อารมณ์
แต่ในสายตาคนอื่นอาจจะเป็นเพียงผู้ชายตัวเล็ก เรี่ยวแรงไม่มี แถมขี้เหล้าเมายา ขี้เกียจอีกต่างหาก
เรื่องดราม่าจึงเกิดขึ้น
จากความรักที่ดูเหมือนเรื่องในนิยาย
จึงกลายเป็นละครน้ำเน่าที่ใครหลายคนไม่อยากดู
ทุกฝ่าย กดดัน ทุกคน
ช่วงที่ผ่านมาจึงเป็นช่วงที่ปวดหัวมากๆ
เพราะทุกคนพยายามพูดนั่นนี่กับฉัน
ผู้ซึ่ง "ไม่พูด" อะไรกับเรื่องนี้
"มันรู้อยู่แล้วว่าเขามีผัว มันยังกล้ายุ่ง"
"ทั้งสองคนเขาไม่เหมาะกันเลย อย่างเก่งควรจะได้ผู้หญิงเก่งๆ เพราะตัวมันขี้เกียจ"
"มันโกหกว่าผัวมาขอเลิกมัน ที่จริงมันต่างหากบอกเลิกผัวมัน"
"ถ้าเชอรี่ได้เก่งไปนะ ถือเป็นกรรมของมันแหละ อย่างเชอรี่ต้องได้คนช่วยกันทำมาหากิน"
"อะไรนะ จะย้ายไปเชียงใหม่ด้วยกัน เห๊อะ! อยู่ไม่ได้หรอก"
"นี่มันได้เสียกันหรือยัง?"
"รัก รักบ้าบออะไร ไม่มีศีลธรรม"
ระหว่างที่เกิดเรื่องราว
ฉันคิดถึงเรื่อง "คำพิพากษา" ของ ชาต กอบจิตติ
"ฟักได้ถูกพิพากษา ไปแล้วจากขี้ปากและการกระทำของผู้คนเหล่านั้น"
หลายครั้งในชีวิต
ฉันแอบถามตัวเองเบาๆ
"เรามีสิทธิ์ตัดสินใครด้วยเหรอ?"
คือจริงๆแล้ว ก่อนหน้านี้มันถือเป็นความลับมาก
ลับจนเราไม่กล้าจะเอามาเขียนใส่พื้นที่ตรงนี้
เลยได้แต่จดใส่ไดอารี่ตัวเองเบาๆ
เชอรี่ กับ พี่เก่ง
"เป็นแฟนกัน!!"
โดยที่ทั้งคู่ แอบคบหากันมาสักพัก
สาเหตุการแอบก็คือ
๑. เชอรี่มีสามีแล้ว แม้เธอจะไม่ได้รักเขา แต่เขาก็เป็นสามีตามประเทณีของเธอ
๒. ญาติเชอรี่ไม่มีใครชอบพี่เก่งเลย เพราะพี่เก่งแก่กว่ามากๆ แถมกินเหล้า สูบบุหรี่ แล้วยังสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์อีก
เอาเป็นว่า เรื่องนี้ก็นับเป็นเรื่องต่างคนต่างมุมมองมากๆ
คนนึง เป็นสาวชาวพม่า ทำงานคล่องแคล่ว ขยันเกินใคร
แต่ในสายตาคนอื่นอาจจะเป็นเพียงแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีการศึกษา
คนนึง เป็นผู้ชายติดส์แตก ความสามารถล้นเหลือ ส่วนจะใช้หรือไม่ก็แล้วแต่อารมณ์
แต่ในสายตาคนอื่นอาจจะเป็นเพียงผู้ชายตัวเล็ก เรี่ยวแรงไม่มี แถมขี้เหล้าเมายา ขี้เกียจอีกต่างหาก
เรื่องดราม่าจึงเกิดขึ้น
จากความรักที่ดูเหมือนเรื่องในนิยาย
จึงกลายเป็นละครน้ำเน่าที่ใครหลายคนไม่อยากดู
ทุกฝ่าย กดดัน ทุกคน
ช่วงที่ผ่านมาจึงเป็นช่วงที่ปวดหัวมากๆ
เพราะทุกคนพยายามพูดนั่นนี่กับฉัน
ผู้ซึ่ง "ไม่พูด" อะไรกับเรื่องนี้
"มันรู้อยู่แล้วว่าเขามีผัว มันยังกล้ายุ่ง"
"ทั้งสองคนเขาไม่เหมาะกันเลย อย่างเก่งควรจะได้ผู้หญิงเก่งๆ เพราะตัวมันขี้เกียจ"
"มันโกหกว่าผัวมาขอเลิกมัน ที่จริงมันต่างหากบอกเลิกผัวมัน"
"ถ้าเชอรี่ได้เก่งไปนะ ถือเป็นกรรมของมันแหละ อย่างเชอรี่ต้องได้คนช่วยกันทำมาหากิน"
"อะไรนะ จะย้ายไปเชียงใหม่ด้วยกัน เห๊อะ! อยู่ไม่ได้หรอก"
"นี่มันได้เสียกันหรือยัง?"
"รัก รักบ้าบออะไร ไม่มีศีลธรรม"
ฯลฯ
ระหว่างที่เกิดเรื่องราว
ฉันคิดถึงเรื่อง "คำพิพากษา" ของ ชาต กอบจิตติ
"ฟักได้ถูกพิพากษา ไปแล้วจากขี้ปากและการกระทำของผู้คนเหล่านั้น"
หลายครั้งในชีวิต
ฉันแอบถามตัวเองเบาๆ
"เรามีสิทธิ์ตัดสินใครด้วยเหรอ?"
“อย่าตัดสินผู้อื่น แล้วท่านจะไม่ถูกตัดสิน”
(มธ 7:1)
เรื่องราวหลายอย่างในโลกนี้
หลายครั้ง เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ
หลายสิ่ง เกิดขึ้นด้วยเหตุผลบ้าๆ
หลายอย่าง เกิดขึ้นด้วยการตัดสินใจโง่ๆ
แต่สิ่งเหล่านั้นก็เป็นขับเคลื่อนโลกใบนี้
และในตอนตบของเรื่องหลายๆเร่ือง กลับดีอย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย!
เชอรี่มาปรึกษาฉัน
"พี่แนน ในชีวิตหนูนะ หนูอยู่ในกรอบมาโดยตลอด
หนูทำดีมาโดยตลอด ชีวิตหนูดีนะพี่แนน
แต่มันไม่มีความสุขเลย
ตอนนี้หนูแค่อยากมีอิสระ
หนูไม่ได้อยากมีผัวนะ หนูแค่อยากทำในสิ่งที่หนูอยากทำได้
หนูเจอใคร หนูยิ้มให้เขาได้
หนูถามเขาได้ว่า เขากินอะไรหรือยัง
แค่นั้นเองพี่แนน
สุดท้ายนะพี่แนน หนูไม่รู้เลยว่าหนูจะทำยังไงต่อไปดี
สิ่งที่หนูเลือก ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ชอบเลย"
ด้วยอะไรก็ตามที่เชอรี่มาถามคนบ้าบอแบบฉัน
คำตอบที่ได้ จึงบ้าบอพอๆกัน
"พี่พูดตรงๆ นะ พี่ไม่ใช่คนดี
พี่ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย
หลายอย่างที่พี่ตัดสินใจ มันทำให้พี่โคตรเสียใจ
แต่สุดท้าย ถ้าให้พี่ย้อนเวลากลับไป
พี่ว่า..พี่ก็คงเลือกที่จะเสียใจแบบเดิม
เพราะมันเป็นบทเรียนให้กับพี่
วันนี้เชอรี่ต้องตัดสินใจในสิ่งที่ยากมากๆ
นอกจากหัวข้อจะยากแล้ว
สำหรับคนที่ไม่เคยติดสินใจอะไรเองแบบเชอรี่
มันคงจะยากยิ่งกว่า
สำหรับพี่นะ
การตัดสินใจที่ส่งผลให้ชีวิตเราชิบหาย
แต่มันเป็นการตัดสินใจ "ของเรา"
ก็ยังดีกว่าการที่เราไม่เคยได้ตัดสินใจอะไรเองเลย"
ตอนนี้ เชอรี่ลาออก
ขอไปลองใช้ชีวิตที่ไม่มีแอก
และไม่มีคำพูดหรือความคาดหวังของคนอื่นบนบ่า
แม้มันจะไม่ใช่ทางเลือกที่หลายคนพอใจ
แต่มันก็เป็นทางที่เชอรี่พึงใจ
หวังว่าทุกคนที่กำลังอ่านอยู่จนถึงบรรทัดนี้
จะมีความกล้าในการตัดสินใจ
และกล้าที่จะรับผลที่ตามมาของมันได้
โดยไม่กลัว "คำพิพากษา" ของคนอื่น
ชีวิต "โคตร" สั้น
ใช้มันให้เป็นของเรากันเถอะ
วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557
สาส์นจากแพกาญฯ : ความรักคืออะไร ใครตอบได้ช่วยตอบที~
เร่ืองเริ่มต้นจากบ่ายวันหนึ่ง ที่ฉันต้องมาเก็บใบไม้กองยักษ์ที่ตัดเอาไว้
เมื่ออยู่กับพี่เก่งทีไร เรามักมีเร่ืองคุยกันที่คนอื่นมักจะมองว่ามันไร้สาระสิ้นดี
"พี่ว่า ความรักมันคืออะไรเหรอ?" ฉันถาม
พี่เก่งเงียบไปครู่นึง
"เอาจริงๆ ผมก็คิดเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน"
นี่คือข้อดีของพี่เก่ง
เขาไม่เคยมองว่าคำถามทุกคำถามจากฉันเป็นเรื่องเวิ่นเว้อ
"ถ้าความรักมันคือการต้องทำทุกอย่างให้ได้มา มันเรียกว่าความรักไหม?"
พี่เก่งถามกลับ
"ไม่รู้สิ เราว่าความรักมันเป็นเรื่องของการอยากเห็นเขามีความสุข
..แม้ว่ามันจะหมายถึงเราไม่ได้มีส่วนร่วมตรงนั้นหรือเปล่า?"
ฉันตอบแบบนางเอก
"คือ..ถ้าเรารักใคร เราต้องปล่อยเขาไป แบบนั้นเรียกว่าความรัก?" พี่เก่งถามซ้ำ
"อืม ก็ถ้าปล่อยไป แล้วเขายังกลับมาหาเรา นั่นคงเป็นความรัก"
"หรือผมต้องบอกว่า ความรักคือการให้ เอาแบบหล่อๆ" พี่เก่งเริ่มกวนกลับ
"บ้า ก็ถ้าคิดว่ามันไม่ใช่ก็ไม่ใช่เส่ะ แค่ถามเฉยๆ" ฉันขำกลับ
"บางทีเราแค่รู้สึกว่า ความรัก เป็นอะไรที่จับต้องไม่ได้มากๆ
หลายครั้งเราก็เอาคำว่า รัก มาอ้างให้คนฟังรู้สึกดีเวลาเราทำอะไร"
ฉันแชร์สิ่งที่คิด
"ก็ใช่ แต่ผมว่าหลายๆทีความรักมันไม่เป็นคำพูด
มันเป็นความรู้สึกมากกว่า" พี่เก่งตอบเหมือนคนเมา
"แหวะ จะอ้วก!" ฉันทำท่าแขยง
"เมื่อก่อนเราก็เคยคิดนะ ว่าความรักคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นแรงผลักดันให้เราอยากทำสิ่งที่ดี
แต่สุดท้ายรู้อะไรไหม ความรักมันเป็นแค่ความรู้สึก ที่วันนึงมันก็หายไปได้
เราว่าถ้าเราจะอยู่กับใครสักคน ความเข้าใจ เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า"
ฉันตอบเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากทางความรัก
"ความรักมันอาจจะไม่ยิ่งใหญ่ แต่ผมว่าเราก็อยู่กับคนที่เราไม่รักเลยไม่ได้หรอก" พี่เก่งเสริม
"สุดท้ายนะ อะไรคือสิ่งที่สำคัญรู้ไหม" ฉันถามด้วยหน้าปีศาจร้าย
"เงิน ไงล่ะ!
ใครหน้าไหนบอกเงินซื้อความสุขไม่ได้ เงินซื้อได้ทุกอย่างที่ทำให้เราสบาย
ถ้าวันนึง แม่เราไม่สบาย ไอ้ความรักหน้าไหนจะมาจ่ายค่าหมอให้เรา?
มีโรงพยาบาลไหนรับความรักเป็นค่ายาบ้าง? ไม่มี!"
ฉันตอบเสียงกลั้วหัวเราะอย่างปีศาจร้าย
"หมวยครับ ผมว่าหมวยสุดโต่งไปแล้ว หมวยกำลังจมในทุนนิยม"
พี่เก่งตอบเบาๆ
ทำให้ฉันได้ฉุกคิด
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้ฉันอดทนอยากรีบสร้างตัวเพื่อให้แม่อยู่สบายๆ
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้เพื่อนฉันยอมสละเวลามาหาฉันทุกครั้งที่ฉันเข้ากทม.
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้ฉันได้รับการอภัยจากคนรอบตัวเสมอ แม้จะเป็นความผิดเดิมๆก็ตาม
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้ทุกครั้งฉันกลับบ้านแล้วรู้สึกอบอุ่นที่ปู่กระโดดมากอด
...
หลายครั้ง เราอาจจะใช้ชีวิตทุกวันโดยมองผ่านความรักไป
เพราะเราคาดหวังว่าความรักจะต้องมาในรูปแบบของ
ดอกกุหลาบแดงช่อใหญ่
ดินเนอร์ใต้แสงเทียน
เซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน
หรืออะไรสักอย่าง
หน้าตาของความรักที่เขาค้นหา อาจจะไม่ใช่ความรักที่แท้จริงในชีวิต
อาจจะเป็นรอยยิ้มของแม่ เวลาเจอเรา
อาจจะเป็นเสียงหัวเราะของคนที่เราทำงานด้วย
อาจจะเป็นคำถามว่า "มึงเป็นไงมั่ง?" จากเพื่อนที่ห่างหาย
อาจจะเป็นการกระโดดมานั่งตักของแมวที่บ้าน
อาจจะเป็นคำด่าของเพื่อน ที่สุดท้ายก็ยืนหยัดอยู่ข้างเรา
ความรัก
ยิ่งคิด ยิ่งมอง
ก็ยิ่งรู้สึกว่าฉันรายล้อมไปด้วยความรักรอบตัว
ขอบอกพี่เก่งผ่านตรงนี้
"หมวยไม่ได้หลงลืมความรักนะ
เพราะหมวยรักทุกอย่างรอบตัวเลย!"
กลับไปสู่ภาวะโลกสวย ณ แพกาญฯก่อนอีกครั้ง
อาทิตย์สวัสดี
เมื่ออยู่กับพี่เก่งทีไร เรามักมีเร่ืองคุยกันที่คนอื่นมักจะมองว่ามันไร้สาระสิ้นดี
"พี่ว่า ความรักมันคืออะไรเหรอ?" ฉันถาม
พี่เก่งเงียบไปครู่นึง
"เอาจริงๆ ผมก็คิดเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน"
นี่คือข้อดีของพี่เก่ง
เขาไม่เคยมองว่าคำถามทุกคำถามจากฉันเป็นเรื่องเวิ่นเว้อ
"ถ้าความรักมันคือการต้องทำทุกอย่างให้ได้มา มันเรียกว่าความรักไหม?"
พี่เก่งถามกลับ
"ไม่รู้สิ เราว่าความรักมันเป็นเรื่องของการอยากเห็นเขามีความสุข
..แม้ว่ามันจะหมายถึงเราไม่ได้มีส่วนร่วมตรงนั้นหรือเปล่า?"
ฉันตอบแบบนางเอก
"คือ..ถ้าเรารักใคร เราต้องปล่อยเขาไป แบบนั้นเรียกว่าความรัก?" พี่เก่งถามซ้ำ
"อืม ก็ถ้าปล่อยไป แล้วเขายังกลับมาหาเรา นั่นคงเป็นความรัก"
"หรือผมต้องบอกว่า ความรักคือการให้ เอาแบบหล่อๆ" พี่เก่งเริ่มกวนกลับ
"บ้า ก็ถ้าคิดว่ามันไม่ใช่ก็ไม่ใช่เส่ะ แค่ถามเฉยๆ" ฉันขำกลับ
"บางทีเราแค่รู้สึกว่า ความรัก เป็นอะไรที่จับต้องไม่ได้มากๆ
หลายครั้งเราก็เอาคำว่า รัก มาอ้างให้คนฟังรู้สึกดีเวลาเราทำอะไร"
ฉันแชร์สิ่งที่คิด
"ก็ใช่ แต่ผมว่าหลายๆทีความรักมันไม่เป็นคำพูด
มันเป็นความรู้สึกมากกว่า" พี่เก่งตอบเหมือนคนเมา
"แหวะ จะอ้วก!" ฉันทำท่าแขยง
"เมื่อก่อนเราก็เคยคิดนะ ว่าความรักคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นแรงผลักดันให้เราอยากทำสิ่งที่ดี
แต่สุดท้ายรู้อะไรไหม ความรักมันเป็นแค่ความรู้สึก ที่วันนึงมันก็หายไปได้
เราว่าถ้าเราจะอยู่กับใครสักคน ความเข้าใจ เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า"
ฉันตอบเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากทางความรัก
"ความรักมันอาจจะไม่ยิ่งใหญ่ แต่ผมว่าเราก็อยู่กับคนที่เราไม่รักเลยไม่ได้หรอก" พี่เก่งเสริม
"สุดท้ายนะ อะไรคือสิ่งที่สำคัญรู้ไหม" ฉันถามด้วยหน้าปีศาจร้าย
"เงิน ไงล่ะ!
ใครหน้าไหนบอกเงินซื้อความสุขไม่ได้ เงินซื้อได้ทุกอย่างที่ทำให้เราสบาย
ถ้าวันนึง แม่เราไม่สบาย ไอ้ความรักหน้าไหนจะมาจ่ายค่าหมอให้เรา?
มีโรงพยาบาลไหนรับความรักเป็นค่ายาบ้าง? ไม่มี!"
ฉันตอบเสียงกลั้วหัวเราะอย่างปีศาจร้าย
"หมวยครับ ผมว่าหมวยสุดโต่งไปแล้ว หมวยกำลังจมในทุนนิยม"
พี่เก่งตอบเบาๆ
ทำให้ฉันได้ฉุกคิด
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้ฉันอดทนอยากรีบสร้างตัวเพื่อให้แม่อยู่สบายๆ
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้เพื่อนฉันยอมสละเวลามาหาฉันทุกครั้งที่ฉันเข้ากทม.
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้ฉันได้รับการอภัยจากคนรอบตัวเสมอ แม้จะเป็นความผิดเดิมๆก็ตาม
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้ทุกครั้งฉันกลับบ้านแล้วรู้สึกอบอุ่นที่ปู่กระโดดมากอด
...
หลายครั้ง เราอาจจะใช้ชีวิตทุกวันโดยมองผ่านความรักไป
เพราะเราคาดหวังว่าความรักจะต้องมาในรูปแบบของ
ดอกกุหลาบแดงช่อใหญ่
ดินเนอร์ใต้แสงเทียน
เซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน
หรืออะไรสักอย่าง
หน้าตาของความรักที่เขาค้นหา อาจจะไม่ใช่ความรักที่แท้จริงในชีวิต
อาจจะเป็นรอยยิ้มของแม่ เวลาเจอเรา
อาจจะเป็นเสียงหัวเราะของคนที่เราทำงานด้วย
อาจจะเป็นคำถามว่า "มึงเป็นไงมั่ง?" จากเพื่อนที่ห่างหาย
อาจจะเป็นการกระโดดมานั่งตักของแมวที่บ้าน
อาจจะเป็นคำด่าของเพื่อน ที่สุดท้ายก็ยืนหยัดอยู่ข้างเรา
ความรัก
ยิ่งคิด ยิ่งมอง
ก็ยิ่งรู้สึกว่าฉันรายล้อมไปด้วยความรักรอบตัว
ขอบอกพี่เก่งผ่านตรงนี้
"หมวยไม่ได้หลงลืมความรักนะ
เพราะหมวยรักทุกอย่างรอบตัวเลย!"
กลับไปสู่ภาวะโลกสวย ณ แพกาญฯก่อนอีกครั้ง
อาทิตย์สวัสดี
วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557
สาส์นจากแพกาญฯ : อวัยวะไหน สำคัญกว่า?
คุณเคยคิดไหมว่าอวัยวะไหนสำคัญกว่ากัน?
เรื่องเกิดจาก การทำงานที่แพ
มีหลายบทบาท หน้าที่
ซึ่งแต่ละบทบาทหน้าที่ ต่างก็มองว่าตัวเองสำคัญ และทำงานหนักมากกว่าใคร
คนปูห้อง ก็คิดว่าตัวเองต้องแบกผ้า ปูห้องแต่ละห้อง ช่างเหนื่อยมาก
คนซักผ้า ก็คิดว่าตัวเองต้องขนผ้า แบกไปซัก แถมต้องแบกไปตากอีก ช่างเหนื่อยมาก
คนทำความสะอาด ก็คิดว่าตัวเองต้องเก็บขยะไปทิ้ง กวาดถูทั้งหมด ช่างเหนื่อยมาก
คนล้างจาน ก็คิดว่าตัวเองล้างจานอยู่คนเดียว ช่างเหนื่อยมาก
คนทำบาร์ ก็คิดว่าตัวเองต้องอยู่ดึก วุ่นวายกับแขก ช่างเหนื่อยมาก
แต่ละหน้าที่ ต่างคิดว่าตัวเอง ช่างเหนื่อยมาก
และเริ่มคิดว่า หน้าที่อื่น ช่างสบายเหลือ!
วันหนึ่ง หากเท้าคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าตา
และขอประท้วง ไม่เดิน
คิดว่าร่างกายเราจะเป็นยังไง?
วันหนึ่ง หากตาคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าฟัน
และขอประท้วง ไม่มอง
คิดว่าร่างกายจะเป็นยังไง?
วันหนึ่ง หากฟันคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าเท้า
และขอประท้วง ไม่เคี้ยว
คิดว่าร่างกายจะเป็นยังไง?
ทุกอย่าง สัมพันธ์กัน
ทุกสิ่ง เกื้อหนุนกัน
โดยส่วนตัวแล้ว ฉันไม่เคยคิดว่าอาชีพอะไรสำคัญกว่ากัน
กรรมกร กับ นักธุรกิจ
คนหนึ่งคิด อีกคนเป็นคนทำ
แต่หากวันใด ใครสักคนคิดว่าตัวเองมีค่ากว่าอีกคน
องค์กรนั้นจะเริ่มสั่นคลอน
คงเป็นหน้าที่ของทุกคน ที่จะเคารพศักดิ์ศรีของแต่ละอาชีพ
เพราะหากเราทุกคนให้เกียรติในอาชีพของเขา
ทำให้เขาเห็นคุณค่าในอาชีพตัวเอง
เขาก็จะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ
เราจะได้กินข้าวที่ชาวนาตั้งใจปลูก
เราจะได้อยู่บ้านที่คนงานตั้งใจสร้าง
เราจะได้ขึ้นเครื่องบินที่แอร์อยากบริการ
เราจะได้เข้าห้องน้ำที่สะอาดเพราะพนักงานตั้งใจทำ
ตอนไปทำงานที่ญี่ปุ่น
ฉันได้เจอกับพนักงานสาวตัวเล็กคนหนึ่ง
เธอเป็นคนเกาหลีที่มาทำงานที่ญี่ปุ่น
เราคุยกันด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นของทั้งคู่
เธอทำงานเป็นผู้ช่วย Stylist
ทั้งที่ Stylist เป็นผู้ชาย แต่กลับไม่ช่วยเธอถือแม้แต่ชิ้นเดียว
ฉันบอกว่าจะขอช่วยเธอแบกเสื้อผ้าที่เธอต้องถือ
เธอตอบฉันมาว่า
"please Let me do my Job. You have your own job too."
แม้จะไม่เข้าใจว่าการช่วยเหลือเพียงแค่แบกเสื้อผ้า
จะทำให้เธอรู้สึกว่าเธอทำงานบกพร่องได้ขนาดนั้น
แต่ก็ทำให้ฉันเห็นมุมมองความคิดเรื่องการทำงานของเธอ
เรามีงานให้ทำ
เราต้องทำงานของเราให้ดี ในทุกๆตำแหน่งล้วนมีความสำคัญ
วันไหนที่ฉันเป็นผู้ใหญ่ แล้วดูถูกตำแหน่งเล็กๆ
รบกวนเอามือมาตบกบาลฉัน แล้วเอาบทความที่ฉันเขียนในวันนี้มาให้ฉันอ่านเตือนสติที
สุดท้ายนี้คงต้องขอตัวไปก่อน
เพราะกระเพราะเริ่มทำหน้าที่ร้องหาอาหาร
ในขณะที่หนังตาของฉันก็เริ่มล้าแล้ว
ทุกอวัยวะต้องการความสนใจจากฉันล่ะ!
เรื่องเกิดจาก การทำงานที่แพ
มีหลายบทบาท หน้าที่
ซึ่งแต่ละบทบาทหน้าที่ ต่างก็มองว่าตัวเองสำคัญ และทำงานหนักมากกว่าใคร
คนปูห้อง ก็คิดว่าตัวเองต้องแบกผ้า ปูห้องแต่ละห้อง ช่างเหนื่อยมาก
คนซักผ้า ก็คิดว่าตัวเองต้องขนผ้า แบกไปซัก แถมต้องแบกไปตากอีก ช่างเหนื่อยมาก
คนทำความสะอาด ก็คิดว่าตัวเองต้องเก็บขยะไปทิ้ง กวาดถูทั้งหมด ช่างเหนื่อยมาก
คนล้างจาน ก็คิดว่าตัวเองล้างจานอยู่คนเดียว ช่างเหนื่อยมาก
คนทำบาร์ ก็คิดว่าตัวเองต้องอยู่ดึก วุ่นวายกับแขก ช่างเหนื่อยมาก
แต่ละหน้าที่ ต่างคิดว่าตัวเอง ช่างเหนื่อยมาก
และเริ่มคิดว่า หน้าที่อื่น ช่างสบายเหลือ!
วันหนึ่ง หากเท้าคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าตา
และขอประท้วง ไม่เดิน
คิดว่าร่างกายเราจะเป็นยังไง?
วันหนึ่ง หากตาคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าฟัน
และขอประท้วง ไม่มอง
คิดว่าร่างกายจะเป็นยังไง?
วันหนึ่ง หากฟันคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าเท้า
และขอประท้วง ไม่เคี้ยว
คิดว่าร่างกายจะเป็นยังไง?
ทุกอย่าง สัมพันธ์กัน
ทุกสิ่ง เกื้อหนุนกัน
โดยส่วนตัวแล้ว ฉันไม่เคยคิดว่าอาชีพอะไรสำคัญกว่ากัน
กรรมกร กับ นักธุรกิจ
คนหนึ่งคิด อีกคนเป็นคนทำ
แต่หากวันใด ใครสักคนคิดว่าตัวเองมีค่ากว่าอีกคน
องค์กรนั้นจะเริ่มสั่นคลอน
คงเป็นหน้าที่ของทุกคน ที่จะเคารพศักดิ์ศรีของแต่ละอาชีพ
เพราะหากเราทุกคนให้เกียรติในอาชีพของเขา
ทำให้เขาเห็นคุณค่าในอาชีพตัวเอง
เขาก็จะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ
เราจะได้กินข้าวที่ชาวนาตั้งใจปลูก
เราจะได้อยู่บ้านที่คนงานตั้งใจสร้าง
เราจะได้ขึ้นเครื่องบินที่แอร์อยากบริการ
เราจะได้เข้าห้องน้ำที่สะอาดเพราะพนักงานตั้งใจทำ
ตอนไปทำงานที่ญี่ปุ่น
ฉันได้เจอกับพนักงานสาวตัวเล็กคนหนึ่ง
เธอเป็นคนเกาหลีที่มาทำงานที่ญี่ปุ่น
เราคุยกันด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นของทั้งคู่
เธอทำงานเป็นผู้ช่วย Stylist
ทั้งที่ Stylist เป็นผู้ชาย แต่กลับไม่ช่วยเธอถือแม้แต่ชิ้นเดียว
ฉันบอกว่าจะขอช่วยเธอแบกเสื้อผ้าที่เธอต้องถือ
เธอตอบฉันมาว่า
"please Let me do my Job. You have your own job too."
แม้จะไม่เข้าใจว่าการช่วยเหลือเพียงแค่แบกเสื้อผ้า
จะทำให้เธอรู้สึกว่าเธอทำงานบกพร่องได้ขนาดนั้น
แต่ก็ทำให้ฉันเห็นมุมมองความคิดเรื่องการทำงานของเธอ
เรามีงานให้ทำ
เราต้องทำงานของเราให้ดี ในทุกๆตำแหน่งล้วนมีความสำคัญ
วันไหนที่ฉันเป็นผู้ใหญ่ แล้วดูถูกตำแหน่งเล็กๆ
รบกวนเอามือมาตบกบาลฉัน แล้วเอาบทความที่ฉันเขียนในวันนี้มาให้ฉันอ่านเตือนสติที
สุดท้ายนี้คงต้องขอตัวไปก่อน
เพราะกระเพราะเริ่มทำหน้าที่ร้องหาอาหาร
ในขณะที่หนังตาของฉันก็เริ่มล้าแล้ว
ทุกอวัยวะต้องการความสนใจจากฉันล่ะ!
วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : ปีชงอ่ะป่าว?
หลังจากที่เงินจำนวน 8,300 บาท อันตรทานไปอย่างไร้ร่องรอย
ฉันพยายามปลอบใจตัวเองว่า "เอาน่า ถือว่าฟาดเคราห์ะสิ้นปี"
สิ่งต่อมาที่เกิดขึ้นในใจก็คือการนั่งทบทวนถึงทุกสิ่งที่อย่างที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่าน
เดี๋ยวนะ.. ปีที่ผ่านมาเป็นปีชงของฉันเหรอเนี่ย ?!
เปิดศักราชด้วยปาร์ตี้ปีใหม่
ขาหัก เดินไม่ได้ไป 4 เดือน (มกรา / กุมภา / มีนา / เมษา)
ต่อด้วยเมษา ทำกล้องที่เพิ่งซื้อได้ 2 สัปดาห์ อาบน้ำทะเลเสม็ด
สูญสิ้นทั้งกล้อง และไอโฟน4 แก่ๆ
ทำให้ต้องผ่านลมราคา 26,XXX ไป 4 เดือน และผ่อนไอโฟน 5 เครื่องใหม่ไปเงียบๆ
สิงหา ย้ายมาทำงานที่แพ เปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่
สิ่งที่เคยได้ทำ กลับไม่ได้ทำ
แถมยังต้องมาทำสิ่งที่ไม่เคยคิดจะอยากทำ
ตุลาคม ต้อนรับเดือนเกิดของตัวเอง ด้วยการไอโฟน 5 พัง
ต้องมาซ่อมในเมืองหลวงก่อนไปตรัง
เสียค่าซ่อมราคา 9,200 บาท
ส่งท้ายสิ้นปีด้วยการทำเงินหายอย่างไร้เหตุผล จำนวน 8,300 บาท
จากเร่ืองราวทั้งหมด ปีที่ผ่านมาเสียค่าเสียหายไปราว 82,000 บาทไทย
(หมายเหตุ : ราคานี้ยังไม่รวมค่าเสียหายเช่นการเปลี่ยนแบท เปลี่ยนยางรถ และค่าจิปาถะ)
จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า "นี่ปีชงของฉันหรือไม่?"
สุดท้าย หลังจากคิดทบทวนไปมา
ฉันกลับรู้สึกขอบคุณ ถ้าเกิดปีนี้เป็นปีชงจริงๆ
แต่ฉันรู้ว่ามันชงเอาก็ตอนที่เหลือเวลาของปีนี้อีกเพียง 3 วัน
เพราะถ้าฉันหมกมุ่นกับมันตั้งแต่ต้นปีว่าจะเป็นปีชงของฉัน
ฉันคงไม่เดินทางไกลไปแชงกรีล่า
ฉันคงไม่ตัดสินใจลาออกจากงานที่รัก เพื่อเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่
ฉันคงไม่ยอมไปเที่ยวที่ไหนสักที่
ฉันคงหดหู่ ซึมเศร้า
แต่ก็ต้องยอมรับ ว่าลึกๆแล้ว ฉันเป็นคนโชคดีมาก!
ความโชคดีอย่างแรกก็คือ ทุกครั้งที่ฉันมีปัญหา ฉันจะมีคนอยู่ข้างๆเสมอ
แม้คนเหล่านั้นจะด่าทอฉัน จิกกัดฉัน
แต่ฉันรู้ว่าสุดท้าย เขาเป็นคนที่รักและหาทางช่วยเหลือฉันเสมอ
สุดท้ายชีวิตเราคงต้องเจอเรื่องโชคร้ายกันอีกเยอะ
รีบหาคนดีๆในชีวิต มาคอยดูแลเวลาเราทุกข์ใจ
ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรัก สุดท้าย อาจจะไม่จำเป็นคนด้วยซ้ำ!
ขอให้ทุกคนได้มีใครเคียงข้างในปีที่โหดร้ายค่ะ :)
ฉันพยายามปลอบใจตัวเองว่า "เอาน่า ถือว่าฟาดเคราห์ะสิ้นปี"
สิ่งต่อมาที่เกิดขึ้นในใจก็คือการนั่งทบทวนถึงทุกสิ่งที่อย่างที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่าน
เดี๋ยวนะ.. ปีที่ผ่านมาเป็นปีชงของฉันเหรอเนี่ย ?!
เปิดศักราชด้วยปาร์ตี้ปีใหม่
ขาหัก เดินไม่ได้ไป 4 เดือน (มกรา / กุมภา / มีนา / เมษา)
ต่อด้วยเมษา ทำกล้องที่เพิ่งซื้อได้ 2 สัปดาห์ อาบน้ำทะเลเสม็ด
สูญสิ้นทั้งกล้อง และไอโฟน4 แก่ๆ
ทำให้ต้องผ่านลมราคา 26,XXX ไป 4 เดือน และผ่อนไอโฟน 5 เครื่องใหม่ไปเงียบๆ
สิงหา ย้ายมาทำงานที่แพ เปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่
สิ่งที่เคยได้ทำ กลับไม่ได้ทำ
แถมยังต้องมาทำสิ่งที่ไม่เคยคิดจะอยากทำ
ตุลาคม ต้อนรับเดือนเกิดของตัวเอง ด้วยการไอโฟน 5 พัง
ต้องมาซ่อมในเมืองหลวงก่อนไปตรัง
เสียค่าซ่อมราคา 9,200 บาท
ส่งท้ายสิ้นปีด้วยการทำเงินหายอย่างไร้เหตุผล จำนวน 8,300 บาท
จากเร่ืองราวทั้งหมด ปีที่ผ่านมาเสียค่าเสียหายไปราว 82,000 บาทไทย
(หมายเหตุ : ราคานี้ยังไม่รวมค่าเสียหายเช่นการเปลี่ยนแบท เปลี่ยนยางรถ และค่าจิปาถะ)
จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า "นี่ปีชงของฉันหรือไม่?"
สุดท้าย หลังจากคิดทบทวนไปมา
ฉันกลับรู้สึกขอบคุณ ถ้าเกิดปีนี้เป็นปีชงจริงๆ
แต่ฉันรู้ว่ามันชงเอาก็ตอนที่เหลือเวลาของปีนี้อีกเพียง 3 วัน
เพราะถ้าฉันหมกมุ่นกับมันตั้งแต่ต้นปีว่าจะเป็นปีชงของฉัน
ฉันคงไม่เดินทางไกลไปแชงกรีล่า
ฉันคงไม่ตัดสินใจลาออกจากงานที่รัก เพื่อเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่
ฉันคงไม่ยอมไปเที่ยวที่ไหนสักที่
ฉันคงหดหู่ ซึมเศร้า
แต่ก็ต้องยอมรับ ว่าลึกๆแล้ว ฉันเป็นคนโชคดีมาก!
ความโชคดีอย่างแรกก็คือ ทุกครั้งที่ฉันมีปัญหา ฉันจะมีคนอยู่ข้างๆเสมอ
แม้คนเหล่านั้นจะด่าทอฉัน จิกกัดฉัน
แต่ฉันรู้ว่าสุดท้าย เขาเป็นคนที่รักและหาทางช่วยเหลือฉันเสมอ
สุดท้ายชีวิตเราคงต้องเจอเรื่องโชคร้ายกันอีกเยอะ
รีบหาคนดีๆในชีวิต มาคอยดูแลเวลาเราทุกข์ใจ
ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรัก สุดท้าย อาจจะไม่จำเป็นคนด้วยซ้ำ!
ขอให้ทุกคนได้มีใครเคียงข้างในปีที่โหดร้ายค่ะ :)
วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : วันมามากของหรรษา
เงียบหายไป เพราะไปทำงานตัวเป็นเกลียว
หลังจากที่เหล่าผู้ใหญ่และผู้รับผิดชอบงานทั้งหลาย ต่างลี้หนีแพไป
เหลือเพียงตัวเรา ที่ต้องก้มหน้ารับผิดชอบงานที่เหลือ
ตารางชีวิตจึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นดังนี้
5:30 - ตื่นนอน
6:00 - เริ่มต้นเช็คเอาท์แขก และดูแลพนักงานที่มาทำงานว่ามาครบไหม
7:00 - จัดสรรพนักงาน หากมาทำงานไม่ครบ ยังไงงานทั้งแพต้องเสร็จ (หากฝ่ายใดหายไป หรรษาจะต้องเป็นผู้เข้าไปทำแทน) และรับตรวจสอบของหากของหาย แขกลืมของ หรืออะไรก็ตาม รวมถึงหากของในแพเสียหาย ก็ต้องรีบแจ้งไกด์ให้รับผิดชอบเก็บค่าเสียหายมาให้ รวมถึงตามซ่อมของที่พังนั้น
9:00 - เดินกลับห้องไปอาบน้ำ แอบงีบหากหลับลง (ส่วนมากจะไม่หลับ)
11:30 - เดินดู เช็คงานส่วนต่างๆ ว่าทำเรียบร้อยไหม งานที่ต้องตรวจมีตั้งแต่ซักผ้าขนหนู / ปูเตียง / ใส่ของในห้องพัก / รดน้ำต้นไม้ / ตัดกิ่งไผ่ ฯลฯ
12:30 - ลงมากินข้าว กินกาแฟ
13:30 - เริ่มพับผ้าปู เตรียมเงินสำหรับทำทุนขายบาร์
16:00 - ขึ้นไปอาบน้ำ เพราะขายบาร์จะเลิกดึก
17:00 - ประจำการในบาร์ ต่อเนื่องไปจนปิดบาร์ โดยหากห้องแขกมีปัญหา หรือต้องการการเปลี่ยนห้อง ก็ต้องทำให้เรียบร้อยด้วยเช่นกัน
23:00 - เวลาปิดบาร์
23:15 - ปิดบาร์แม้แขกจะไม่ยอมให้ปิด เคลียร์ค่านวด เคลียร์ค่าบาร์
24:00 - โดยประมาณ คือเวลากลับถึงห้องเตรียมอาบน้ำนอน
00:30 - กลิ้งไปกลิ้งมา นอนไม่หลับ เพราะต้องมานอนในแพ เสียงน้ำไหล และเสียงไม้อี๊ดแอ๊ด ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ
1:00 - โดยมากจะหลับสักที
ชีวิตวนอยู่แบบนั้นเป็นสัปดาห์
จากทำไม่ได้ ทำไม่ไหว
กลายเป็นทำได้ เริ่มชิน
และเริ่มพัฒนาเป็นร่างสลายในตอนนี้
ฉันกำลังเป็นภาวะความเหนื่อยสะสม!
นั่นถือเป็นเรื่องของปัญหา
แต่ในส่วนอื่น ภาวะที่ผ่านมาทำให้ฉันรู้สึกเคารพในตัวเองขึ้นมาก
ทำให้ฉันเห็นว่า
ถ้าเราตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่ามันจะเหนื่อยขนาดไหน เราจะทำได้เสมอ
ขอเพียงตั้งใจ
เคยอ่านหนังสือ เกี่ยวกับการวิ่งมาราธอน ใครสักคนเคยบอกไว้
ตราบใดที่ใจเรายังไหว
ขาเราจะก้าวต่อไปได้เอง
การผ่านภาวะนี้ไปได้ ทำให้ฉันเชื่อมั่นในความแข็งแรงของใจตัวเองมากขึ้น
และหวังว่าหลายๆคน คงจะมีใจเข้มแข็งพอ
ในวันที่ต้องเจอช่วงวันมามากแบบฉันได้
ปล. แต่มามากแบบนี้ต่อไปอีกสักพัก ร่างกายจะไม่แข็งแรงตามหัวใจล่ะ!
หลังจากที่เหล่าผู้ใหญ่และผู้รับผิดชอบงานทั้งหลาย ต่างลี้หนีแพไป
เหลือเพียงตัวเรา ที่ต้องก้มหน้ารับผิดชอบงานที่เหลือ
ตารางชีวิตจึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นดังนี้
5:30 - ตื่นนอน
6:00 - เริ่มต้นเช็คเอาท์แขก และดูแลพนักงานที่มาทำงานว่ามาครบไหม
7:00 - จัดสรรพนักงาน หากมาทำงานไม่ครบ ยังไงงานทั้งแพต้องเสร็จ (หากฝ่ายใดหายไป หรรษาจะต้องเป็นผู้เข้าไปทำแทน) และรับตรวจสอบของหากของหาย แขกลืมของ หรืออะไรก็ตาม รวมถึงหากของในแพเสียหาย ก็ต้องรีบแจ้งไกด์ให้รับผิดชอบเก็บค่าเสียหายมาให้ รวมถึงตามซ่อมของที่พังนั้น
9:00 - เดินกลับห้องไปอาบน้ำ แอบงีบหากหลับลง (ส่วนมากจะไม่หลับ)
11:30 - เดินดู เช็คงานส่วนต่างๆ ว่าทำเรียบร้อยไหม งานที่ต้องตรวจมีตั้งแต่ซักผ้าขนหนู / ปูเตียง / ใส่ของในห้องพัก / รดน้ำต้นไม้ / ตัดกิ่งไผ่ ฯลฯ
12:30 - ลงมากินข้าว กินกาแฟ
13:30 - เริ่มพับผ้าปู เตรียมเงินสำหรับทำทุนขายบาร์
16:00 - ขึ้นไปอาบน้ำ เพราะขายบาร์จะเลิกดึก
17:00 - ประจำการในบาร์ ต่อเนื่องไปจนปิดบาร์ โดยหากห้องแขกมีปัญหา หรือต้องการการเปลี่ยนห้อง ก็ต้องทำให้เรียบร้อยด้วยเช่นกัน
23:00 - เวลาปิดบาร์
23:15 - ปิดบาร์แม้แขกจะไม่ยอมให้ปิด เคลียร์ค่านวด เคลียร์ค่าบาร์
24:00 - โดยประมาณ คือเวลากลับถึงห้องเตรียมอาบน้ำนอน
00:30 - กลิ้งไปกลิ้งมา นอนไม่หลับ เพราะต้องมานอนในแพ เสียงน้ำไหล และเสียงไม้อี๊ดแอ๊ด ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ
1:00 - โดยมากจะหลับสักที
ชีวิตวนอยู่แบบนั้นเป็นสัปดาห์
จากทำไม่ได้ ทำไม่ไหว
กลายเป็นทำได้ เริ่มชิน
และเริ่มพัฒนาเป็นร่างสลายในตอนนี้
ฉันกำลังเป็นภาวะความเหนื่อยสะสม!
นั่นถือเป็นเรื่องของปัญหา
แต่ในส่วนอื่น ภาวะที่ผ่านมาทำให้ฉันรู้สึกเคารพในตัวเองขึ้นมาก
ทำให้ฉันเห็นว่า
ถ้าเราตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่ามันจะเหนื่อยขนาดไหน เราจะทำได้เสมอ
ขอเพียงตั้งใจ
เคยอ่านหนังสือ เกี่ยวกับการวิ่งมาราธอน ใครสักคนเคยบอกไว้
ตราบใดที่ใจเรายังไหว
ขาเราจะก้าวต่อไปได้เอง
การผ่านภาวะนี้ไปได้ ทำให้ฉันเชื่อมั่นในความแข็งแรงของใจตัวเองมากขึ้น
และหวังว่าหลายๆคน คงจะมีใจเข้มแข็งพอ
ในวันที่ต้องเจอช่วงวันมามากแบบฉันได้
ปล. แต่มามากแบบนี้ต่อไปอีกสักพัก ร่างกายจะไม่แข็งแรงตามหัวใจล่ะ!
วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : ลอย ลอย กระทง
เทศกาลลอยกระทงเพิ่งจะผ่านพ้นไป
สำหรับหลายคนที่เลิกงานแล้วก็เดินแวะไปซื้อกระทง
ลอยให้พอเข้าสังคม ถ่ายรูปลงโซเชี่ยว ลอยให้พอสร้างขยะ แล้วกลับบ้าน
อาจจะไม่รู้สึกอินเท่าไร
แต่สำหรับคนที่ต้องจัดงานเตรียมงานเพื่อให้แขกฝรั่งมาลอยกระทงที่แพอย่างดิฉัน
บอกเลยว่า "เหนื่อยมากกกกกกกก"
นอกจากจะต้องสั่งทำกระทง จัดแต่งสถานที่ เตรียมโชว์ จัดที่นั่งให้แขกดูโชว์
ฉันยังต้องทำกระทงของตัวเองอีกด้วย :)
แต่ความเหนื่อยที่เกิดขึ้นทั้งหมด หายไป
เมื่อเห็นความสุขของฝรั่งที่มาดู
(ตอบสวยเหมือนนางงามจริงๆ)
เพราะคิดถึงเวลาที่ตัวเองไปเที่ยว
ได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างของเขา
ได้เรียนรู้ที่มาที่ไปของแต่ละเร่ืองราว แต่ละวัฒนธรรม
ฉันเคยคุยกับป้ามักก้า เขาเป็นเพื่อนพ่อชาวไอส์แลนด์
เขาดีใจมากที่ฉันรักการเดินทาง
"It helps you learn how to respect people."
ฉันเห็นว่าจะจริง
คนที่ชอบเดินทาง(ไม่ใช่ชอบเที่ยวนะ)
มักใส่ใจรายละเอียด และไม่ดูถูกคนอื่น
น่าประหลาดใจที่ฝรั่งกลับเป็นคุณค่าของการขอขมาแม่น้ำ
มากกว่าเจ้าของประเทศที่ลอยกระทงกันทั้งเมือง
โดยที่ไม่สนใจความสำคัญของมัน
กลับมาที่งานลอยกระทง
มีผู้หญิงและเด็กน้อยแต่งตัวเป็นพม่าเต็มยศมา
เขาคือลูกและเมียของพี่โทน (ตัวละครที่เคยโผล่มาตั้งแต่ตอนแรก)
พี่จา - เมียพี่โทน ยามเช้าเขาจะมาทำความสะอาดให้ห้องพักด้านบน
ตกเย็นเขาจะแปลงร่างเป็นหมอนวดประจำแพด้วย
ฉันผู้ต้องดูแลพื้นที่ด้านบนเป็นหลัก จึงสนิทกับเขามากเป็นพิเศษ
"เย็นนี้พี่จะมางานด้วย เอาน้องนัทมาลอยกระทง"
"พี่จาแต่งตัวเป็นมอญมาเลยสิ แต่งให้น้องนัทก็ได้"
"คิดอยู่ว่าจะแต่งเป็นมอญ หรือ พม่าดี พี่ไปจ้างเขาเย็บชุดมาเลยนะให้น้องนัท"
"แต่งมาเลย ฝรั่งกรี๊ดกร๊าดแน่พี่จา"
"พี่สั่งซื้อกระทงไปแล้วด้วย 3 อัน"
ล่วงเลยมาตอนเย็น ฉันเจอพี่โทนกับกระทงดูบิดๆเบี้ยวๆ
"นี่คือกระทงที่ซื้อมาเรอะ ทำไมมันแปลกจัง"
"ผมทำเอง ผมบอกจาแล้ว เก็บเงินให้น้องนัทกินขนมดีกว่า ผมทำให้เอง"
หลังจากประโยคนั้นไม่นาน พี่จาก็แต่งองค์ทรงเครื่องมาพร้อมกับน้องนัท
ในงานมีสาวพม่า และเด็กน้อยชาวพม่าอีก 1 คน
ทั้งคู่ไม่พูดอะไรมากมาย เพราะรู้ว่าพี่โทนทำงานอยู่
"โอ้ยย นั่นใครไม่รู้ ไม่รู้จักกัน" พี่โทนพูดแบบเขินๆ
"แน่ใจนะว่าไม่รู้จัก งั้นเดี๋ยวไปบอกเขาให้"
"โอ้ ตายละพี่ เล่นผมอีกแล้ว ผมทำงานอยู่ เขารู้ เขาเข้าใจ"
หลังจากการโชว์
หลังจากที่แขกหมู่มากลอยกระทงเรียบร้อย
หลังจากที่คนในบาร์เริ่มซา
จะเห็นพ่อ แม่ ลูก เดินมาพร้อมหน้าพร้อมตา
จุดเทียน อธิษฐาน และนั่งลอยกระทงพร้อมกัน
นอกจากจะเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของครอบครัวนั้นแล้ว
จะมีใครเห็นฉันที่มองพวกเขา แล้วแอบยิ้มบ้างไหมนะ : )
สำหรับหลายคนที่เลิกงานแล้วก็เดินแวะไปซื้อกระทง
ลอยให้พอเข้าสังคม ถ่ายรูปลงโซเชี่ยว ลอยให้พอสร้างขยะ แล้วกลับบ้าน
อาจจะไม่รู้สึกอินเท่าไร
แต่สำหรับคนที่ต้องจัดงานเตรียมงานเพื่อให้แขกฝรั่งมาลอยกระทงที่แพอย่างดิฉัน
บอกเลยว่า "เหนื่อยมากกกกกกกก"
นอกจากจะต้องสั่งทำกระทง จัดแต่งสถานที่ เตรียมโชว์ จัดที่นั่งให้แขกดูโชว์
ฉันยังต้องทำกระทงของตัวเองอีกด้วย :)
แต่ความเหนื่อยที่เกิดขึ้นทั้งหมด หายไป
เมื่อเห็นความสุขของฝรั่งที่มาดู
(ตอบสวยเหมือนนางงามจริงๆ)
เพราะคิดถึงเวลาที่ตัวเองไปเที่ยว
ได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างของเขา
ได้เรียนรู้ที่มาที่ไปของแต่ละเร่ืองราว แต่ละวัฒนธรรม
ฉันเคยคุยกับป้ามักก้า เขาเป็นเพื่อนพ่อชาวไอส์แลนด์
เขาดีใจมากที่ฉันรักการเดินทาง
"It helps you learn how to respect people."
ฉันเห็นว่าจะจริง
คนที่ชอบเดินทาง(ไม่ใช่ชอบเที่ยวนะ)
มักใส่ใจรายละเอียด และไม่ดูถูกคนอื่น
น่าประหลาดใจที่ฝรั่งกลับเป็นคุณค่าของการขอขมาแม่น้ำ
มากกว่าเจ้าของประเทศที่ลอยกระทงกันทั้งเมือง
โดยที่ไม่สนใจความสำคัญของมัน
กลับมาที่งานลอยกระทง
มีผู้หญิงและเด็กน้อยแต่งตัวเป็นพม่าเต็มยศมา
เขาคือลูกและเมียของพี่โทน (ตัวละครที่เคยโผล่มาตั้งแต่ตอนแรก)
ตกเย็นเขาจะแปลงร่างเป็นหมอนวดประจำแพด้วย
ฉันผู้ต้องดูแลพื้นที่ด้านบนเป็นหลัก จึงสนิทกับเขามากเป็นพิเศษ
"เย็นนี้พี่จะมางานด้วย เอาน้องนัทมาลอยกระทง"
"พี่จาแต่งตัวเป็นมอญมาเลยสิ แต่งให้น้องนัทก็ได้"
"คิดอยู่ว่าจะแต่งเป็นมอญ หรือ พม่าดี พี่ไปจ้างเขาเย็บชุดมาเลยนะให้น้องนัท"
"แต่งมาเลย ฝรั่งกรี๊ดกร๊าดแน่พี่จา"
"พี่สั่งซื้อกระทงไปแล้วด้วย 3 อัน"
ล่วงเลยมาตอนเย็น ฉันเจอพี่โทนกับกระทงดูบิดๆเบี้ยวๆ
"นี่คือกระทงที่ซื้อมาเรอะ ทำไมมันแปลกจัง"
"ผมทำเอง ผมบอกจาแล้ว เก็บเงินให้น้องนัทกินขนมดีกว่า ผมทำให้เอง"
หลังจากประโยคนั้นไม่นาน พี่จาก็แต่งองค์ทรงเครื่องมาพร้อมกับน้องนัท
ในงานมีสาวพม่า และเด็กน้อยชาวพม่าอีก 1 คน
ทั้งคู่ไม่พูดอะไรมากมาย เพราะรู้ว่าพี่โทนทำงานอยู่
พี่จาพาน้องนัทไปนั่งรอที่ท่าน้ำ จนฉันต้องแซวว่า
"คิดว่าเป็นพี่มากรึไง ต้องให้สาวรออยู่ที่ท่าน้ำเนี่ย!""โอ้ยย นั่นใครไม่รู้ ไม่รู้จักกัน" พี่โทนพูดแบบเขินๆ
"แน่ใจนะว่าไม่รู้จัก งั้นเดี๋ยวไปบอกเขาให้"
"โอ้ ตายละพี่ เล่นผมอีกแล้ว ผมทำงานอยู่ เขารู้ เขาเข้าใจ"
หลังจากการโชว์
หลังจากที่แขกหมู่มากลอยกระทงเรียบร้อย
หลังจากที่คนในบาร์เริ่มซา
จะเห็นพ่อ แม่ ลูก เดินมาพร้อมหน้าพร้อมตา
จุดเทียน อธิษฐาน และนั่งลอยกระทงพร้อมกัน
นอกจากจะเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของครอบครัวนั้นแล้ว
จะมีใครเห็นฉันที่มองพวกเขา แล้วแอบยิ้มบ้างไหมนะ : )
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : รับขนมจีบ ซาลาเปาเพิ่มไหมคะ?
จากจุดที่ฉันอยู่ เรียกว่าห่างไกลความเจริญมาก
ซึ่งความเจริญที่ฉันใช้เป็นมาตรวัด คือ 7-11
โดยความเจริญที่ใกล้ที่สุดจากแพฉัน ห่างไป 26 km.
เรียกว่าไกลเกินกว่าที่จะเดินไปซื้อสเลอปี้กินแน่นอน
ทุกวันนี้ความสุขของคนในแพ คือการได้ไปเที่ยว 7-11
"เห้ย วันนี้ไปท่าเสาเหรอ ฝากซื้อป๊อกกี้หน่อยดิ"
ใช่ เป็นเรื่องน่าประหลาดที่ร้านค้าแถวนี้ไม่ขายป๊อกกี้
อาจจะเพราะชาวบ้านแถวนี้ไม่นิยมขนมที่มีครีมหรือช๊อคโกแลตเป็นส่วนประกอบ
"โหยย ได้ไปหินดาดด้วย ฝากซื้อแยมโรล 7-11 หน่อย"
"วันนี้ป้าไม่อยู่ พี่เลยได้ไปเที่ยว 7-11"
การมาอยู่ที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกว่า 7-11 ช่างสูงส่งเหลือเกิน
จนกระทั่งเมื่อเช้า
ฉันเอาขนมปังไปให้เชอรี่ เชอรี่กินและบอกว่า
"ไม่อร่อยเลย ขนมปังฝรั่งเศสเนี่ย หนูซื้อกินที่ 7-11 หน้าบ้านอร่อยกว่า"
ฉันตาลุกวาว
"เชอรี่ ทำไมหน้าบ้านเรามี 7-11 ด้วยเหรอ?"
"มีสิคะ หนูแวะกันทุกเช้าอ่ะ นี่ไงเมื่อเช้าก็ซื้อมา"
"เห้ย มันอยู่ตรงไหน?!" ฉันกะสะสมแสตมป์ต่อแต้มทันที
"นี่ไงคะ 7-11"
ใจความเร่ืองนี้คือ
แขกทุกคนที่เดินทางออกมาจากพัทยา
จะได้ขนมปัง ไข่ต้ม และน้ำผลไม้ จากทัวร์
ถ้าหากเขาไม่อยากกิน หรือกินแล้วไม่อร่อย
เขาก็จะทิ้งมันทั้งกล่อง
(ไม่ต้องห่วงเรื่องอนามัย เพราะมันบรรจุอยู่ในกล่องเรียบร้อย)
จนกลายเป็น 7-11 ของชาวแพ!
"บางทีเขากินขนมแล้วไม่อร่อย ก็ทิ้งไงพี่แนน
ขนมบางทีก็ซื้อจาก 7-11 อยู่ในห่ออย่างดี
เขาไม่อยากกินแล้วก็ขี้เกียจเอากลับ
เสร็จพวกหนูนี่แหละ"
สรุป อดสะสมแสตมป์ตามเดิม
รอเวลาไปเที่ยว 7-11 เองก็ละกัน
ซึ่งความเจริญที่ฉันใช้เป็นมาตรวัด คือ 7-11
โดยความเจริญที่ใกล้ที่สุดจากแพฉัน ห่างไป 26 km.
เรียกว่าไกลเกินกว่าที่จะเดินไปซื้อสเลอปี้กินแน่นอน
ทุกวันนี้ความสุขของคนในแพ คือการได้ไปเที่ยว 7-11
"เห้ย วันนี้ไปท่าเสาเหรอ ฝากซื้อป๊อกกี้หน่อยดิ"
ใช่ เป็นเรื่องน่าประหลาดที่ร้านค้าแถวนี้ไม่ขายป๊อกกี้
อาจจะเพราะชาวบ้านแถวนี้ไม่นิยมขนมที่มีครีมหรือช๊อคโกแลตเป็นส่วนประกอบ
"โหยย ได้ไปหินดาดด้วย ฝากซื้อแยมโรล 7-11 หน่อย"
"วันนี้ป้าไม่อยู่ พี่เลยได้ไปเที่ยว 7-11"
การมาอยู่ที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกว่า 7-11 ช่างสูงส่งเหลือเกิน
จนกระทั่งเมื่อเช้า
ฉันเอาขนมปังไปให้เชอรี่ เชอรี่กินและบอกว่า
"ไม่อร่อยเลย ขนมปังฝรั่งเศสเนี่ย หนูซื้อกินที่ 7-11 หน้าบ้านอร่อยกว่า"
ฉันตาลุกวาว
"เชอรี่ ทำไมหน้าบ้านเรามี 7-11 ด้วยเหรอ?"
"มีสิคะ หนูแวะกันทุกเช้าอ่ะ นี่ไงเมื่อเช้าก็ซื้อมา"
"เห้ย มันอยู่ตรงไหน?!" ฉันกะสะสมแสตมป์ต่อแต้มทันที
"นี่ไงคะ 7-11"
ใจความเร่ืองนี้คือ
แขกทุกคนที่เดินทางออกมาจากพัทยา
จะได้ขนมปัง ไข่ต้ม และน้ำผลไม้ จากทัวร์
ถ้าหากเขาไม่อยากกิน หรือกินแล้วไม่อร่อย
เขาก็จะทิ้งมันทั้งกล่อง
(ไม่ต้องห่วงเรื่องอนามัย เพราะมันบรรจุอยู่ในกล่องเรียบร้อย)
จนกลายเป็น 7-11 ของชาวแพ!
"บางทีเขากินขนมแล้วไม่อร่อย ก็ทิ้งไงพี่แนน
ขนมบางทีก็ซื้อจาก 7-11 อยู่ในห่ออย่างดี
เขาไม่อยากกินแล้วก็ขี้เกียจเอากลับ
เสร็จพวกหนูนี่แหละ"
สรุป อดสะสมแสตมป์ตามเดิม
รอเวลาไปเที่ยว 7-11 เองก็ละกัน
วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : ตกเรือกันไหม?
วันนี้เกิดความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
เมื่อเช้า ฉันเช็คกุญแจ และเห็นว่ากุญแจยังขาดไป 2 ห้อง
และแน่นอนว่าฉันบอกไกด์ไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ด้วยความวุ่นวายช่วงเช้า
แพของทัวร์นั้นก็ล่องออกไปแบบสงบ
โดยที่ฉันไม่รู้เลยว่าไปตอนไหน
จนกระทั่ง..
มีฝรั่งเดินหน้าตามึนๆออกมา ตอน 8 โมงกว่า!
และบอกว่า ตัวเองอยู่ห้องที่ฉันบอกว่ากุญแจหายนั่นแหละ
แต่ประเด็นคือ ไกด์ลืมแขกอีก 4 คนได้ยังไง?!
ความผิดจึงมาตกที่ตัวฉัน ที่ไม่ยอมโวยวายขึ้นมาว่ากุญแจไม่ครบ
(อ่าว ไหงงั้น?)
แต่สิ่งที่ฉันกังวลกว่าคือ แขกจะไม่ได้ล่องแพ จะไม่ได้ทำกิจกรรมที่เป็น hi-light ของทริป
เพราะสุดท้ายรถบัสจะวนกลับมารับแทน
เมื่อแขกทั้ง 4 คนเดินมาที่ Lobby ฉันก็ถึงบางอ้อว่าทำไมเขาถึงไม่ได้ยินการปลุก
เพราะตอนที่คนไปปลุก..
เขานั่งกินอาหารเช้าอยู่ด้วยกันที่นี่แหละ!
แล้วคงจะกลับไปนอนหลังจากนั้น ตื่นมาอีกทีก็ตึ่ง.. คนหายไปหมดแล้ว
ป้าเจ้าของแพเครียดมาก รู้สึกถึงความผิดพลาดที่ไม่ควรให้อภัยของไกด์
..และฉัน
แขกทั้ง 4 สนุกสนาน กินข้าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำยังเอากล้องมาถ่ายรูปว่าตกเรือ
ทำให้ฉันได้คิดขึ้นมาว่า
เรื่องราวการมาเที่ยวของแต่ละคน ไม่ควรจะเหมือนกัน
สิ่งที่เราคิดว่าเป็นหายนะของการเดินทาง
มักเป็นเรื่องที่น่าจดจำเสมอ
คิดเทียบกับชีวิตของคน
เวลาที่เห็นเพื่อนหลายคนมีชีวิตที่ดี มีการทำงานที่ไต่เต้าไปตามลำดับ
บางทีฉันก็อดอิจฉาไม่ได้
เมื่อเทียบกับชีวิตที่ระหกระเหินของฉัน
ที่คาดเดาไม่ได้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
แต่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ก็อาจจะน่าเบื่อ
ชีวิตที่รู้อยู่แล้วว่าวันพรุ่งนี้จะต้องเดินซ้าย ก้าวขวา พยักหน้า 3 ที
อาจจะไม่เก๋เท่านึกไม่ออกเลยจริงๆว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
ทำให้เรากลายเป็นคนเตรียมพร้อมขึ้นกว่าเก่า
ทำให้เราเข้มแข็ง และพลิกแพลงตัวเองกับบทเรียนแต่ละวันให้ดีขึ้น
และพร้อมยิ้มให้กับเรื่องที่เกิดขึ้น (ในอนาคต)
แบบพวกเขาเหล่านี้
เมื่อเช้า ฉันเช็คกุญแจ และเห็นว่ากุญแจยังขาดไป 2 ห้อง
และแน่นอนว่าฉันบอกไกด์ไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ด้วยความวุ่นวายช่วงเช้า
แพของทัวร์นั้นก็ล่องออกไปแบบสงบ
โดยที่ฉันไม่รู้เลยว่าไปตอนไหน
จนกระทั่ง..
มีฝรั่งเดินหน้าตามึนๆออกมา ตอน 8 โมงกว่า!
และบอกว่า ตัวเองอยู่ห้องที่ฉันบอกว่ากุญแจหายนั่นแหละ
แต่ประเด็นคือ ไกด์ลืมแขกอีก 4 คนได้ยังไง?!
ความผิดจึงมาตกที่ตัวฉัน ที่ไม่ยอมโวยวายขึ้นมาว่ากุญแจไม่ครบ
(อ่าว ไหงงั้น?)
แต่สิ่งที่ฉันกังวลกว่าคือ แขกจะไม่ได้ล่องแพ จะไม่ได้ทำกิจกรรมที่เป็น hi-light ของทริป
เพราะสุดท้ายรถบัสจะวนกลับมารับแทน
เมื่อแขกทั้ง 4 คนเดินมาที่ Lobby ฉันก็ถึงบางอ้อว่าทำไมเขาถึงไม่ได้ยินการปลุก
เพราะตอนที่คนไปปลุก..
เขานั่งกินอาหารเช้าอยู่ด้วยกันที่นี่แหละ!
แล้วคงจะกลับไปนอนหลังจากนั้น ตื่นมาอีกทีก็ตึ่ง.. คนหายไปหมดแล้ว
ป้าเจ้าของแพเครียดมาก รู้สึกถึงความผิดพลาดที่ไม่ควรให้อภัยของไกด์
..และฉัน
แขกทั้ง 4 สนุกสนาน กินข้าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำยังเอากล้องมาถ่ายรูปว่าตกเรือ
ทำให้ฉันได้คิดขึ้นมาว่า
เรื่องราวการมาเที่ยวของแต่ละคน ไม่ควรจะเหมือนกัน
สิ่งที่เราคิดว่าเป็นหายนะของการเดินทาง
มักเป็นเรื่องที่น่าจดจำเสมอ
คิดเทียบกับชีวิตของคน
เวลาที่เห็นเพื่อนหลายคนมีชีวิตที่ดี มีการทำงานที่ไต่เต้าไปตามลำดับ
บางทีฉันก็อดอิจฉาไม่ได้
เมื่อเทียบกับชีวิตที่ระหกระเหินของฉัน
ที่คาดเดาไม่ได้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
แต่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ก็อาจจะน่าเบื่อ
ชีวิตที่รู้อยู่แล้วว่าวันพรุ่งนี้จะต้องเดินซ้าย ก้าวขวา พยักหน้า 3 ที
อาจจะไม่เก๋เท่านึกไม่ออกเลยจริงๆว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
ทำให้เรากลายเป็นคนเตรียมพร้อมขึ้นกว่าเก่า
ทำให้เราเข้มแข็ง และพลิกแพลงตัวเองกับบทเรียนแต่ละวันให้ดีขึ้น
และพร้อมยิ้มให้กับเรื่องที่เกิดขึ้น (ในอนาคต)
แบบพวกเขาเหล่านี้
วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : คำพูดที่มีค่า
ฉันทำงานที่แพ เริ่มต้นจาก 0
ทุกอย่างเริ่มใหม่หมด
ทักษะการทำความสะอาด การตัดต้นไม้ การดูแลพับผ้า การจัดห้อง
(ฯลฯ)
แน่นอนว่าทักษะแบบนี้ ล้วนเป็นทักษะที่จำเป็น
แต่ก็เหมือนกับเราต้องเขียนอธิบายว่าเราควรจะต้อง "ทำ" อย่างไร
รวมไปถึง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำได้จริงหรือเปล่า?
คุณลุงเจ้าของแพ เป็นคนขี้บ่น เรียกว่าขี้บ่นระดับชาติ
และมักจะ "พูด" ความคิดของตัวเอง (มักจะเป็นความคิดจากจิตสำนึกที่ดี)
ให้คนรอบข้างฟังอยู่เสมอ
การพูดของลุงมีตั้งแต่เกริ่น / สอน / บ่น / เตือน / ด่า / กร่นด่า / ขุดรากเหง้ามาตบหน้าด้วยคำพูด
ตามแต่สถานการณ์
แน่นอนว่าหลายคนส่ายหัว เวลาลุงพูด
เพราะคำพูดแต่ละคำของลุง ช่างเสียดแทงเหลือเกิน
ลุงสอนให้ทุกคน "สร้างระบบ" ในการทำงาน
เพื่อจะทำงานง่ายขึ้น ไม่เป็นภาระให้กับคนที่ต้องทำงานต่อจากตัวเอง
นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเห็นว่าจำเป็น และเห็นด้วยสุดพลัง
มีเพียงปัญหาเล็กๆข้อเดียว
.. ลุงไม่มีระบบในตัวเองสักนิด..
และเรื่องสำคัญคือ
ลุงไม่เคยโทษตัวเองเลยสักนิด
"ของที่อยู่ตรงนี้มันหายไปเพราะมีคนมาย้ายมัน" ลุงบ่นในวันที่มีคนเก็บของเวลาลุงวางระเกะระกะ
"วางของเรี่ยราด แล้วของก็หายทำไมไม่เก็บให้เป็นระบบ" ลุงบ่นในวันที่คนวางของแบบเดิมไม่ใช่ลุง
ปัญหาคือ ทุกคนผิดหมด ลุงถูกเสมอ
ระบบของลุง จึงไม่เคยได้รับความสนใจจากคนอื่น
พอกับคำบ่นของลุง ที่หลายคนฟังแบบผ่านไป แทนจะเก็บมาใส่ใจ
คำพูดพี่เล็กทำฉันผู้ตัดกิ่งไม้อยู่น้ำตาคลอนิดๆ
ทุกอย่างเริ่มใหม่หมด
ทักษะการทำความสะอาด การตัดต้นไม้ การดูแลพับผ้า การจัดห้อง
(ฯลฯ)
แน่นอนว่าทักษะแบบนี้ ล้วนเป็นทักษะที่จำเป็น
แต่ก็เหมือนกับเราต้องเขียนอธิบายว่าเราควรจะต้อง "ทำ" อย่างไร
รวมไปถึง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำได้จริงหรือเปล่า?
-------------------------------------------------------------
คุณลุงเจ้าของแพ เป็นคนขี้บ่น เรียกว่าขี้บ่นระดับชาติ
และมักจะ "พูด" ความคิดของตัวเอง (มักจะเป็นความคิดจากจิตสำนึกที่ดี)
ให้คนรอบข้างฟังอยู่เสมอ
การพูดของลุงมีตั้งแต่เกริ่น / สอน / บ่น / เตือน / ด่า / กร่นด่า / ขุดรากเหง้ามาตบหน้าด้วยคำพูด
ตามแต่สถานการณ์
แน่นอนว่าหลายคนส่ายหัว เวลาลุงพูด
เพราะคำพูดแต่ละคำของลุง ช่างเสียดแทงเหลือเกิน
ลุงสอนให้ทุกคน "สร้างระบบ" ในการทำงาน
เพื่อจะทำงานง่ายขึ้น ไม่เป็นภาระให้กับคนที่ต้องทำงานต่อจากตัวเอง
นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเห็นว่าจำเป็น และเห็นด้วยสุดพลัง
มีเพียงปัญหาเล็กๆข้อเดียว
.. ลุงไม่มีระบบในตัวเองสักนิด..
และเรื่องสำคัญคือ
ลุงไม่เคยโทษตัวเองเลยสักนิด
"ของที่อยู่ตรงนี้มันหายไปเพราะมีคนมาย้ายมัน" ลุงบ่นในวันที่มีคนเก็บของเวลาลุงวางระเกะระกะ
"วางของเรี่ยราด แล้วของก็หายทำไมไม่เก็บให้เป็นระบบ" ลุงบ่นในวันที่คนวางของแบบเดิมไม่ใช่ลุง
ปัญหาคือ ทุกคนผิดหมด ลุงถูกเสมอ
ระบบของลุง จึงไม่เคยได้รับความสนใจจากคนอื่น
พอกับคำบ่นของลุง ที่หลายคนฟังแบบผ่านไป แทนจะเก็บมาใส่ใจ
------------------------------------------------------------
นอกจากเชอรี่แล้ว ยังมีคนงานอีกคนที่ขยันจนมดเรียกพี่
เขาชื่อ "พี่เล็ก" เป็นสาวมอญ สัญชาติพม่า นัยตาคม
พี่เล็กทำงานได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ปลูกต้นไม้ ตัดแต่ง ขัด ถู ปูเตียง ฯลฯ
เรียกว่าขอให้บอกเถอะ พี่เล็กจัดให้!
ฉันทำงานกับพี่เล็กหลายวันแล้ว
แต่วันนี้เป็นวันที่ intensive course สุด ต้องอยู่ด้วยกัน 2 : 2
จึงมีเวลาคุยกันมากหน่อย
พี่เล็กแตกต่างจากคนอื่น ตรงที่พี่เล็กช่างคิด เอาใจเขาใส่ใจเรา
และตั้งใจทำงานอย่างประเสริฐ
ในบทสนทนาฉันเผลอพูดโดยไม่ทันคิดว่า
"อยากขยันแบบพี่เล็กบ้างจัง.."
"พี่ว่าน้องแนนก็ขยันนะ ก็เห็นทำอะไรตลอด"
"ตายจริง ดีใจจังที่พี่เล็กชม แถมชมว่าขยันนี่..สุดยอด"
"คนเรามันขยันกันได้หลายแบบนะ บางคนขยันเรื่องเบาๆ"
เอ่อะ คำนี้ทำให้ฉันต้องคิด ว่าอะไรคือการขยันเรื่องเบา
อาจจะเป็นเร่ืองไร้สาระละมั๊ง
"น้องแนนไม่คิดถึงแม่บ้างเหรอ?"
"คิดถึงสิ อยากกลับกรุงเทพฯจะตาย"
"อดทนนะ คิดถึงก็กลับบ้านบ้าง"
คำพูดพี่เล็กทำฉันผู้ตัดกิ่งไม้อยู่น้ำตาคลอนิดๆ
และมีแรงที่จะทำสิ่งต่างๆต่อไป
อย่างน้อยก็ในวันนี้
------------------------------------------------------------
มองย้อนกลับไป ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันทำอะไรหลายอย่าง
ที่คิดว่าชาตินี้ก็ทำไม่ได้
แต่ฉันสามารถทำมันจนกลายเป็นชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว
ฉันตื่นตี 5 ครึ่ง มาเริ่มทำงาน
ฉันทำงานได้หลายหลากรูปแบบ
สุดท้ายบทเรียนที่เราคิดว่าเราจะทำ เราจะเรียน
มันอาจจะต้องเริ่มจากสิ่งง่ายๆ
คือการ "ทำ" ให้มากกว่า "พูด"
เพราะถ้าคนยอมรับในการกระทำของเรา
เราจะพูดคำสั้นๆ เพียงเล็กน้อย
มันจะเป็นคำที่ยิ่งใหญ่เสมอ
วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : ตัดสินใจ 1 ที กระเด้งไปอีก 3 ที
อายุที่เลยผ่านมาจนวันนี้ วันสุดท้ายที่ฉันจะอายุ 27 ปี
ทำให้ฉันได้คิด และได้ผ่านการตัดสินใจมาหลายต่อหลายครั้ง
หลายที ที่ฉันคิดว่าฉันตัดสินใจดีที่สุดแล้ว
แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่
หลายหน ที่คิดว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่คือหายนะ
แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเรื่องโคตรพิเศษ
อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกสิ่งที่ถูกต้องกันนะ?
การตัดสินใจครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดของฉัน
คือการที่ฉันตัดสินใจย้ายมาทำงานอยู่ที่กาญจนบุรี
อพยบจากถิ่นฐานบ้านเกิดอย่างกทม.
ห่างไกลจากแม่ เพื่อน แมว หมา และทุกอย่างที่ฉันเคยชิน
มาอยู่กลางป่าตรงนี้
ในเดือนแรก ที่นี่คือหายนะ
การปรับตัว ปรับใจใหม่ทั้งหมด
ต้องใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ ที่ฉันไม่เคยทำมาก่อน
ต้องจากความสุข ความรักที่เคยได้รับ
มาอยู่ในที่ห่างไกล ที่ไม่เห็นจะมีพื้นที่ไหนเป็นของเรา
มันอาจจะเป็นบทเรียนหนึ่งที่ฉันต้องเรียนรู้
เราอาจจะไม่รู้เลยว่าการที่เราทำอะไรก็ไม่รู้อยู่ตรงนี้
มันจะส่งผลต่ออนาคตของเราอย่างไรบ้าง
ที่นี่อาจจะไม่ใช่ที่สุดท้ายในชีวิตฉัน
แต่ก็สอนอะไรให้ฉันมากมาย
และทำให้ฉันได้ทำ ในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้
รวมถึงได้เห็นว่าตัวเองมีความสามารถซ่อนอยู่อีกเพียบ
กลับมาเรื่องการติดสินใจอีกครั้ง
แม้จะมีความฝัน ความต้องการ และความอยาก
วิ่งเข้ามาชน รุมสุมทรวง ทะลวงอกฉันทุกวี่วัน
แต่ฉันก็ยังเชื่อ ว่าในทุกการติดสินใจของเรา
ถ้าเรามีสติ และคิดอย่างดีแล้ว
มันจะพาเราไปสู่อะไรสักอย่างที่ดีแน่นอน
เพราะสุดท้าย คำตอบที่ดีที่สุด มันไม่มีอยู่ในชีวิตจริงหรอก
มีแต่คำตอบที่เหมาะกับเราที่สุด
และคำตอบที่ทำให้เราเติบโตได้มากที่สุดต่างหาก
ขอให้ทุกคนตัดสินใจได้มั่นคงขึ้นทุกวัน : )
ทำให้ฉันได้คิด และได้ผ่านการตัดสินใจมาหลายต่อหลายครั้ง
หลายที ที่ฉันคิดว่าฉันตัดสินใจดีที่สุดแล้ว
แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่
หลายหน ที่คิดว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่คือหายนะ
แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเรื่องโคตรพิเศษ
อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกสิ่งที่ถูกต้องกันนะ?
การตัดสินใจครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดของฉัน
คือการที่ฉันตัดสินใจย้ายมาทำงานอยู่ที่กาญจนบุรี
อพยบจากถิ่นฐานบ้านเกิดอย่างกทม.
ห่างไกลจากแม่ เพื่อน แมว หมา และทุกอย่างที่ฉันเคยชิน
มาอยู่กลางป่าตรงนี้
ในเดือนแรก ที่นี่คือหายนะ
การปรับตัว ปรับใจใหม่ทั้งหมด
ต้องใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ ที่ฉันไม่เคยทำมาก่อน
ต้องจากความสุข ความรักที่เคยได้รับ
มาอยู่ในที่ห่างไกล ที่ไม่เห็นจะมีพื้นที่ไหนเป็นของเรา
มันอาจจะเป็นบทเรียนหนึ่งที่ฉันต้องเรียนรู้
everythings happen for a reason.
เราอาจจะไม่รู้เลยว่าการที่เราทำอะไรก็ไม่รู้อยู่ตรงนี้
มันจะส่งผลต่ออนาคตของเราอย่างไรบ้าง
ที่นี่อาจจะไม่ใช่ที่สุดท้ายในชีวิตฉัน
แต่ก็สอนอะไรให้ฉันมากมาย
และทำให้ฉันได้ทำ ในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้
รวมถึงได้เห็นว่าตัวเองมีความสามารถซ่อนอยู่อีกเพียบ
กลับมาเรื่องการติดสินใจอีกครั้ง
แม้จะมีความฝัน ความต้องการ และความอยาก
วิ่งเข้ามาชน รุมสุมทรวง ทะลวงอกฉันทุกวี่วัน
แต่ฉันก็ยังเชื่อ ว่าในทุกการติดสินใจของเรา
ถ้าเรามีสติ และคิดอย่างดีแล้ว
มันจะพาเราไปสู่อะไรสักอย่างที่ดีแน่นอน
เพราะสุดท้าย คำตอบที่ดีที่สุด มันไม่มีอยู่ในชีวิตจริงหรอก
มีแต่คำตอบที่เหมาะกับเราที่สุด
และคำตอบที่ทำให้เราเติบโตได้มากที่สุดต่างหาก
ขอให้ทุกคนตัดสินใจได้มั่นคงขึ้นทุกวัน : )
วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : ภาษาพาเพลิน
ก่อนจะมาทำงานที่นี่ ฉันคิดว่าต้องได้เรียนรู้ภาษารัสเซีย
เพราะเป็น Target หลักของที่แพ ได้เจอกันทุกวัน
ซึ่งก็แน่นอนว่าฉันต้องฝึกพูดคำทั่วๆไป ที่ต้องพูดทุกวัน
และก็อีกนั่นแหละ ฉันต้องจดเป็นคำๆที่ฉันจะจำการออกเสียงได้ เช่น
บอกเลยว่าคำเหล่านี้มาจากการแอบฟัง แอบจด และแอบจำทั้งสิ้น
และนอกจากภาษารัสเซียที่ได้ชื่อว่ายากนักหนาแล้ว
นี่คือส่วนหนึ่งจากการเรียนรู้แบบถามคำ ตอบสองคำของหรรษา
บางคนถามว่า ทำไมไม่เอาเวลาไปจำภาษารัสเซียไม่ดีกว่ารึ?!
คือ .. คนรัสเซียที่เจอเนี่ย เจอกันวันเดียวมันก็ไปจากเราละ
แต่คนพม่าที่ทำงานให้เราเนี่ย!! ต้องอยู่กันไปอีกกี่วัน!
เรียนภาษาพม่านี่แหละ ถือว่าต้อนรับ AEC!!
หมายเหตุ : ก่อนหน้าจะเรียนภาษาพม่า ฉันฝึกภาษามอญ
จนเริ่มจะจับสำเนียงได้
เชอรี่ก็มาบอกฉันว่า
"พี่แนนจะเรียนภาษามอญทำไม ไม่ใช่ใครๆเขาก็พูดกันได้นะ
ที่แพเนี่ย มีทั้งมอญ ทวาย พม่า แต่ทุกคนพูดภาษาพม่าได้
พี่เรียนภาษาพม่าดิ"
ขอขอบคุณเชอรี่อีกทีมา ณ ที่นี้ด้วย
สุดท้าย ฉันไม่รู้หรอกว่าภาษาอะไร สำคัญกว่ากัน
รู้เพียงว่า..
ภาษาอาจจะทำให้เราเข้าใจกันยากขึ้น
แต่ไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้เราไม่เข้าใจกัน
ถ้าใจเราเปิดกว้างพอ
อ้าละเน้อ~
เพราะเป็น Target หลักของที่แพ ได้เจอกันทุกวัน
ซึ่งก็แน่นอนว่าฉันต้องฝึกพูดคำทั่วๆไป ที่ต้องพูดทุกวัน
และก็อีกนั่นแหละ ฉันต้องจดเป็นคำๆที่ฉันจะจำการออกเสียงได้ เช่น
สะปายสิบ้า = ขอบคุณ
สะปายสิบ้า วัม = ขอบคุณมาก
บาชอย = ใหญ่
มาริงกี้ = เล็ก
แอโต ซะโตยอิท = อันนี้ราคา.. (จิ้มเครื่องคิดเลขเอา)
โดเบรอุตตร้า = อรุณสวัสดิ์
โรม = เหล้ารัม (มักเรียกแสงโสม)
สะปาโกเอน่า โนเช่ = ราตรีสวัสดิ์
(นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ที่คนรัสเซียไม่รู้จักคำว่า Good Night!)
เปรียดญาว่า อะปิจิต้า = ขอให้กินข้าวให้อร่อย (อะไรประมาณนี้ละมั้ง)
อูดาจิห์ = โชคดี (น่าจะเป็นอย่างงั้น)
และนอกจากภาษารัสเซียที่ได้ชื่อว่ายากนักหนาแล้ว
ในขณะนี้ ฉันกำลังเรียนรู้ภาษาใหม่อีกภาษานั่นคือ ภาษาพม่า!!
"มิงกะลาบา" - สวัสดี
"เจ้สุตีนปาแด่" - ขอบคุณ
"ช่อแด" - สวย
"หะหล่าแด่" - สวยแบบหุ่นดี
"ทมินซ่าบีล่า"- กินข้าวหรือยัง
"นีนกูชิดเด่"- ฉันรักเธอ (จะจำมาทำไม!)
"ตะเตี้ยแด" - คิดถึง
"เอ้นง่ายละ"- ง่วงแล้ว
"ม่อละ" - เหนื่อยแล้ว
"ตาต้า" - บ๊ายบาย
นี่คือส่วนหนึ่งจากการเรียนรู้แบบถามคำ ตอบสองคำของหรรษา
บางคนถามว่า ทำไมไม่เอาเวลาไปจำภาษารัสเซียไม่ดีกว่ารึ?!
คือ .. คนรัสเซียที่เจอเนี่ย เจอกันวันเดียวมันก็ไปจากเราละ
แต่คนพม่าที่ทำงานให้เราเนี่ย!! ต้องอยู่กันไปอีกกี่วัน!
เรียนภาษาพม่านี่แหละ ถือว่าต้อนรับ AEC!!
หมายเหตุ : ก่อนหน้าจะเรียนภาษาพม่า ฉันฝึกภาษามอญ
จนเริ่มจะจับสำเนียงได้
เชอรี่ก็มาบอกฉันว่า
"พี่แนนจะเรียนภาษามอญทำไม ไม่ใช่ใครๆเขาก็พูดกันได้นะ
ที่แพเนี่ย มีทั้งมอญ ทวาย พม่า แต่ทุกคนพูดภาษาพม่าได้
พี่เรียนภาษาพม่าดิ"
ขอขอบคุณเชอรี่อีกทีมา ณ ที่นี้ด้วย
นี่คือภาษาพม่า
ต่อไปนี้คือ ภาษามอญ
สุดท้าย ฉันไม่รู้หรอกว่าภาษาอะไร สำคัญกว่ากัน
รู้เพียงว่า..
ภาษาอาจจะทำให้เราเข้าใจกันยากขึ้น
แต่ไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้เราไม่เข้าใจกัน
ถ้าใจเราเปิดกว้างพอ
อ้าละเน้อ~
วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : ปรัชญาการทำงาน
เมื่อวันก่อนมีรุ่นน้องมาปรึกษา เรื่องการลาออก
ว่าถ้าเราทำงานแล้วรู้สึกไม่อิน เราควรทำต่อไปไหม?
ฉันตอบง่ายๆ "ถ้ารู้สึกว่ามันไม่ตอบโจทย์ชีวิตเราแล้ว ก็ออก"
คำตอบง่ายๆ แต่ทำยาก
ฉันเชื่อว่าคนเราทุกคนต้องมีโจทย์ของชีวิตตัวเอง
และโจทย์ของแต่ละคนก็แตกต่างกัน
แตกต่างไม่พอ วันเวลาเปลี่ยนไป โจทย์ก็อาจจะเปลี่ยนตามอีกด้วย
ในวันหนึ่งของชีวิต โจทย์ของฉันคือการได้เป็น Copy Writer ที่ได้ทำงานโฆษณาเจ๋งๆ
ในวันหนึ่งของชีวิต โจทย์ของฉันคือการได้ทำเอ็มวีที่ใครๆดูก็ต้องชอบ
และในวันหนึ่งของชีวิต โจทย์ของฉันคือ ..
เออ โจทย์ของฉันตอนนี้คืออะไร?!
ขอตัดภาพกลับมาที่การทำงานของฉัน
สองวันนี้ ฉันทำงานกับเชอรี่ โดยเราทั้งคู่ได้รับภารกิจมหัศจรรย์เช่น
- ขัดขี้นกหน้าห้องแขก ให้ทันก่อนแขกจะเข้า
- ตัดกิ่งไม้หน้าห้องแขกให้เรียบร้อย
วันนี้คือภารกิจตัดกิ่งไม้ ที่ฉันทำกับเชอรี่เพียง 2 คน
ทำให้เราทั้ง 2 คนได้คุยกัน
นี่คือบทสนทนาบางส่วนที่ทำให้ฉันรักในตัวเชอรี่
"หนูบ้างาน หนูชอบทำงานมาก ใครจะพูดยังไงหนูไม่รู้
ขอให้หนูได้ทำงานเดินไปเดินมา หนูพอใจละ"
"แล้วเชอรี่ชอบทำงานอะไร?"
"ไม่รู้สิ..หนูชอบทำงานบริการมั๊ง พอมีแขกมาชมนะ หนูดีใจ๊ดีใจ
ทั้งที่เขาไม่ได้ชมหนูนะ อาหารหนูก็ไม่ใช่คนทำ แต่มันปลื้ม"
"หนูไม่ค่อยมีเพื่อน หนูคงเป็นคนเห็นแก่ตัว
หนูขี้รำคาญด้วย หนูอยากทำแต่งาน"
"หนูไม่ได้อยากแต่งงานนะพี่ แต่ตอนนั้นหนูมาเมืองไทยแรกๆ
หนูเพิ่งได้เจอพ่อกับแม่หนู เขามาเมืองไทยตั้งแต่หนูไม่กี่ขวบเอง
แล้วพอมาเจอกันตอนหนูอายุ 15 เขาก็หวงหนูมากกกก
ห้ามหนูยิ้มอ่ะพี่แนน หนูเลยไม่ค่อยมีคนคบ
จนหนูคิดว่าหนูจะฆ่าตัวตาย
วันนีงหลงมาชอบหนู หนูเลยโทรหาเขาบอกให้เขามารับหนูเลย
หนูจะหนีไปกับเขาละ หนูทนไม่ไหวแล้ว
เขาก็ไม่กล้ามารับหนูนะ กลัวๆ กล้าๆ
สุดท้ายก็มาพาหนูหนีไป หนูบังคับให้เขาพาหนูหนีนี่แหละ
สงสารเขานะ โดนหนูสั่ง สุดท้ายยังต้องมาเสียค่าสินสอดให้หนูอีก"
"อยู่กับหลงนะ เขายอมหนูทุกอย่าง
หนูบอกอย่ามายุ่งกับหนู หนูจะทำงาน เขาก็ทำงานบ้านให้
คือหนูกลับบ้านแล้วหนูไม่อยากทำงานอะไรแล้วอ่ะ
เขาก็ยอมหนู"
"มือถือเครื่องเนี๊ยะ หนูก็ไม่ได้อยากได้นะ แต่หลงซื้อมาให้
เขาอยากคุยเห็นหน้ากับหนู อยากไลน์กับหนู
เพราะโทรหาหนูแล้วหนูรำคาญ บอกจะทำงานๆ
เขาเลยบอก เดี๋ยวไลน์ไป ว่างเมื่อไหร่ก็ตอบนะ
ทุกวันนี้หนูก็ต้องคุยกับเขาทุกคืน ก่อนนอนวันละ 5 นาที
แค่เนี๊ยะ เขาก็พอใจละ"
"หนูสงสารเขานะ อยากให้เขาได้เจอคนดีๆ ไม่ใช่ท่อนไม้อย่างหนู"
"หนูบ้ามากนะพี่แนน หนูเก็บเงินเก่งมาก
ตอนทำงานที่เก่านะ หนูกินข้าวเช้า ข้าวกลางวันกับเขา
ตอนเย็นก็รับจ๊อบล้างจาน หนูก็กินข้าวเย็นกับเขา
วันไหนไม่มีงานทำนะ หนูก็ต้มมาม่า เด็ดเอาผักข้างบ้านมาต้มกินด้วย
หนูกับหลงอ่ะ หาเงินได้เดือนละ 3 หมื่นเลยนะ เก็บกันแหลกเลย
ตอนนี้หนูซื้อที่ไว้ละ แล้วก็กำลังสร้างบ้าน"
ถ้าให้เชอรี่ไปอยู่เมืองนอก มีฝรั่งเต็มเลย ไปไหม?
"ไปดิ มีงานให้หนูทำนะ หนูไปหมดอ่ะ อย่าเอาหนูไปนั่งเฉยๆ ก็พอ
แต่อยู่ที่นี่ดีนะ หนูได้ทำงานเยอะมาก ทำตลอดเวลาเลย มีความสุขมาก"
"ป้าบอกจะให้เงินหนูเยอะขึ้น หนูบอกอย่าเลย
เกิดหนูรวยละจะนอนเฉยๆ ได้เงินแค่นี้ก็เยอะแล้ว"
ตัดภาพกลับมาอีกที ว่าด้วยการลาออก แรงบันดาลใจ และโจทย์ในชีวิต
สุดท้ายแล้วทุกข์ทรมานของการทำงาน สำหรับคนๆหนึ่ง
อาจจะเป็นสวรรค์ของใครอีกคน
ในวันนั้น สิ่งที่ฉันบอกน้องคนนั้นไป คือคำที่ฉันใช้ปลอบตัวเองตอนมาทำงานที่นี่
"เราเลือกใช้ชีวิตได้ 2 แบบ
อย่างแรก คืออิจฉาคนทั้งโลก
กับอีกอย่าง คือใช้ชีวิตให้คนทั้งโลกอิจฉา"
ที่ผ่านมาฉันอาจจะใช้ชีวิตแบบแรก
แต่ต่อจากนี้ ฉันจะใช้ชีวิตให้ทุกคนอิจฉา
ชีวิตแบบเชอรี่..
"พี่ให้หนูเงียบวันนึงได้นะ แต่อย่ามามัดมือมัดขาหนูเลย หนูขอทำงานเหอะ
เราไม่ทำงาน เราจะทำอะไร
หนูจะไม่ยอมให้ใครว่า หนูทำงานไม่ดีเด็ดขาด
มันเสียศักดิ์ศรี!!"
ว่าถ้าเราทำงานแล้วรู้สึกไม่อิน เราควรทำต่อไปไหม?
ฉันตอบง่ายๆ "ถ้ารู้สึกว่ามันไม่ตอบโจทย์ชีวิตเราแล้ว ก็ออก"
คำตอบง่ายๆ แต่ทำยาก
ฉันเชื่อว่าคนเราทุกคนต้องมีโจทย์ของชีวิตตัวเอง
และโจทย์ของแต่ละคนก็แตกต่างกัน
แตกต่างไม่พอ วันเวลาเปลี่ยนไป โจทย์ก็อาจจะเปลี่ยนตามอีกด้วย
ในวันหนึ่งของชีวิต โจทย์ของฉันคือการได้เป็น Copy Writer ที่ได้ทำงานโฆษณาเจ๋งๆ
ในวันหนึ่งของชีวิต โจทย์ของฉันคือการได้ทำเอ็มวีที่ใครๆดูก็ต้องชอบ
และในวันหนึ่งของชีวิต โจทย์ของฉันคือ ..
เออ โจทย์ของฉันตอนนี้คืออะไร?!
ขอตัดภาพกลับมาที่การทำงานของฉัน
สองวันนี้ ฉันทำงานกับเชอรี่ โดยเราทั้งคู่ได้รับภารกิจมหัศจรรย์เช่น
- ขัดขี้นกหน้าห้องแขก ให้ทันก่อนแขกจะเข้า
- ตัดกิ่งไม้หน้าห้องแขกให้เรียบร้อย
วันนี้คือภารกิจตัดกิ่งไม้ ที่ฉันทำกับเชอรี่เพียง 2 คน
ทำให้เราทั้ง 2 คนได้คุยกัน
นี่คือบทสนทนาบางส่วนที่ทำให้ฉันรักในตัวเชอรี่
"หนูบ้างาน หนูชอบทำงานมาก ใครจะพูดยังไงหนูไม่รู้
ขอให้หนูได้ทำงานเดินไปเดินมา หนูพอใจละ"
"แล้วเชอรี่ชอบทำงานอะไร?"
"ไม่รู้สิ..หนูชอบทำงานบริการมั๊ง พอมีแขกมาชมนะ หนูดีใจ๊ดีใจ
ทั้งที่เขาไม่ได้ชมหนูนะ อาหารหนูก็ไม่ใช่คนทำ แต่มันปลื้ม"
"หนูไม่ค่อยมีเพื่อน หนูคงเป็นคนเห็นแก่ตัว
หนูขี้รำคาญด้วย หนูอยากทำแต่งาน"
"หนูไม่ได้อยากแต่งงานนะพี่ แต่ตอนนั้นหนูมาเมืองไทยแรกๆ
หนูเพิ่งได้เจอพ่อกับแม่หนู เขามาเมืองไทยตั้งแต่หนูไม่กี่ขวบเอง
แล้วพอมาเจอกันตอนหนูอายุ 15 เขาก็หวงหนูมากกกก
ห้ามหนูยิ้มอ่ะพี่แนน หนูเลยไม่ค่อยมีคนคบ
จนหนูคิดว่าหนูจะฆ่าตัวตาย
วันนีงหลงมาชอบหนู หนูเลยโทรหาเขาบอกให้เขามารับหนูเลย
หนูจะหนีไปกับเขาละ หนูทนไม่ไหวแล้ว
เขาก็ไม่กล้ามารับหนูนะ กลัวๆ กล้าๆ
สุดท้ายก็มาพาหนูหนีไป หนูบังคับให้เขาพาหนูหนีนี่แหละ
สงสารเขานะ โดนหนูสั่ง สุดท้ายยังต้องมาเสียค่าสินสอดให้หนูอีก"
"อยู่กับหลงนะ เขายอมหนูทุกอย่าง
หนูบอกอย่ามายุ่งกับหนู หนูจะทำงาน เขาก็ทำงานบ้านให้
คือหนูกลับบ้านแล้วหนูไม่อยากทำงานอะไรแล้วอ่ะ
เขาก็ยอมหนู"
"มือถือเครื่องเนี๊ยะ หนูก็ไม่ได้อยากได้นะ แต่หลงซื้อมาให้
เขาอยากคุยเห็นหน้ากับหนู อยากไลน์กับหนู
เพราะโทรหาหนูแล้วหนูรำคาญ บอกจะทำงานๆ
เขาเลยบอก เดี๋ยวไลน์ไป ว่างเมื่อไหร่ก็ตอบนะ
ทุกวันนี้หนูก็ต้องคุยกับเขาทุกคืน ก่อนนอนวันละ 5 นาที
แค่เนี๊ยะ เขาก็พอใจละ"
"หนูสงสารเขานะ อยากให้เขาได้เจอคนดีๆ ไม่ใช่ท่อนไม้อย่างหนู"
"หนูบ้ามากนะพี่แนน หนูเก็บเงินเก่งมาก
ตอนทำงานที่เก่านะ หนูกินข้าวเช้า ข้าวกลางวันกับเขา
ตอนเย็นก็รับจ๊อบล้างจาน หนูก็กินข้าวเย็นกับเขา
วันไหนไม่มีงานทำนะ หนูก็ต้มมาม่า เด็ดเอาผักข้างบ้านมาต้มกินด้วย
หนูกับหลงอ่ะ หาเงินได้เดือนละ 3 หมื่นเลยนะ เก็บกันแหลกเลย
ตอนนี้หนูซื้อที่ไว้ละ แล้วก็กำลังสร้างบ้าน"
ถ้าให้เชอรี่ไปอยู่เมืองนอก มีฝรั่งเต็มเลย ไปไหม?
"ไปดิ มีงานให้หนูทำนะ หนูไปหมดอ่ะ อย่าเอาหนูไปนั่งเฉยๆ ก็พอ
แต่อยู่ที่นี่ดีนะ หนูได้ทำงานเยอะมาก ทำตลอดเวลาเลย มีความสุขมาก"
"ป้าบอกจะให้เงินหนูเยอะขึ้น หนูบอกอย่าเลย
เกิดหนูรวยละจะนอนเฉยๆ ได้เงินแค่นี้ก็เยอะแล้ว"
ตัดภาพกลับมาอีกที ว่าด้วยการลาออก แรงบันดาลใจ และโจทย์ในชีวิต
สุดท้ายแล้วทุกข์ทรมานของการทำงาน สำหรับคนๆหนึ่ง
อาจจะเป็นสวรรค์ของใครอีกคน
ในวันนั้น สิ่งที่ฉันบอกน้องคนนั้นไป คือคำที่ฉันใช้ปลอบตัวเองตอนมาทำงานที่นี่
"เราเลือกใช้ชีวิตได้ 2 แบบ
อย่างแรก คืออิจฉาคนทั้งโลก
กับอีกอย่าง คือใช้ชีวิตให้คนทั้งโลกอิจฉา"
ที่ผ่านมาฉันอาจจะใช้ชีวิตแบบแรก
แต่ต่อจากนี้ ฉันจะใช้ชีวิตให้ทุกคนอิจฉา
ชีวิตแบบเชอรี่..
"พี่ให้หนูเงียบวันนึงได้นะ แต่อย่ามามัดมือมัดขาหนูเลย หนูขอทำงานเหอะ
เราไม่ทำงาน เราจะทำอะไร
หนูจะไม่ยอมให้ใครว่า หนูทำงานไม่ดีเด็ดขาด
มันเสียศักดิ์ศรี!!"
วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : Butterfly Effect และ รักจุงเบย งิงิ งุงุ
เวลาเราคุยกันด้วยภาษาในโลกออนไลน์
คุณใช้ภาษาแบบถูกต้องทุกตัวอักษรหรือเปล่า?
ถ้าถามคำถามนี้ออกไป คนมากมายต้องส่ายหัว พลางบอกว่า
ก็ขี้เกียจพิมพ์
ก็เป็นวัยรุ่น
ก็นั่น ก็นี่ มากมายก่ายกอง
และที่สำคัญคือ
"มันก็อ่านออกไม่ใช่หรือไง!"
(แน๊ โดนด่ากลับอีกฉัน)
ใช่ มันอ่านออก
แต่จะเล่าอะไรให้ฟัง
เมื่อ 2-3 วันก่อน ฉันได้รับภารกิจลับจาก เชอรี่ สาวน้อยหน้าใสประจำแพ
ดังที่เคยกล่าวไว้ เชอรี่เป็นสาวเชื้อสายมอญ สัญชาติพม่า ที่มาอาศัยอยู่ในไทย
และตอนนี้ก็ทำงานอยู่ในแพ
จุดเริ่มต้นของภารกิจนี้คือ สามีเชอรี่ซื้อมือถือเครื่องใหม่มาให้
เพื่อให้เชอรี่ฝึกภาษาไทย
และเพื่อใช้ติดต่อกับ (สามีเชอรี่อยู่ในเมืองกาญฯ จะเจอกันแค่เสาร์อาทิตย์)
เชอรี่จึงอยากมีเฟสบุคและไลน์
นั่นคือภารกิจ ฉันต้องสมัครเมลล์ / เฟสบุค และไลน์ให้เชอรี่
เมื่อมาถึงการกรอกอายุ
เชอรี่อายุ 24 แต่ในใบต่างด้าว เชอรี่อายุเพียง 22 เพราะ
"แม่หนูทำใบเกิดหนูหาย หนูเลยต้องไปทำใหม่ ในใบหนูเลยเด็กกว่า 2 ปี"
และที่อัศจรรย์สุดๆคือ นามสกุลของเชอรี่!
"หนูนามสกุล ร่รมสวัสดิ์"
"อ๋อ ร่มสวัสดิ์?"
"ไม่ค่ะ ร่รม ร.เรือ 2 ตัว"
"บ้า มันจะออกเสียงแบบนั้นได้ไง"
"จริงจริ๊งง พี่แนน ไม่เชื่อหนูไปดูในใบหนูได้เลย สะกดแบบนี้กันทั้งบ้านจริงๆ"
คาดว่านี้คงเป็น Butterfly Effect จากนายทะเบียนตาลายคนหนึ่ง
ที่สะกดผิด!
พาให้ตระกูลนี้ทั้งตระกูล มีนามสกุลที่ออกเสียงไม่ได้!!
หลังจากการสมัครแสนวุ่นวาย
(ทำให้รู้ว่า Facebook ทุกวันนี้สมัครยากเหลือเกิน)
ฉันก็จากไปทำงานอื่นๆ ที่พึงทำประจำวัน
จนเย็นย่ำ เชอรี่ไลน์มาหาฉัน เรียกไปกินข้าว
แน๊ ทุกวันนี้เด็กพม่าไลน์มาหาฉันได้แล้ว!
เจอเฟสบุคสาวคนนี้เมื่อไหร่
อย่าลืมใช้ภาษาที่ถูกต้องกับเธอนะคะ
คุณใช้ภาษาแบบถูกต้องทุกตัวอักษรหรือเปล่า?
ถ้าถามคำถามนี้ออกไป คนมากมายต้องส่ายหัว พลางบอกว่า
ก็ขี้เกียจพิมพ์
ก็เป็นวัยรุ่น
ก็นั่น ก็นี่ มากมายก่ายกอง
และที่สำคัญคือ
"มันก็อ่านออกไม่ใช่หรือไง!"
(แน๊ โดนด่ากลับอีกฉัน)
ใช่ มันอ่านออก
แต่จะเล่าอะไรให้ฟัง
เมื่อ 2-3 วันก่อน ฉันได้รับภารกิจลับจาก เชอรี่ สาวน้อยหน้าใสประจำแพ
ดังที่เคยกล่าวไว้ เชอรี่เป็นสาวเชื้อสายมอญ สัญชาติพม่า ที่มาอาศัยอยู่ในไทย
และตอนนี้ก็ทำงานอยู่ในแพ
จุดเริ่มต้นของภารกิจนี้คือ สามีเชอรี่ซื้อมือถือเครื่องใหม่มาให้
เพื่อให้เชอรี่ฝึกภาษาไทย
และเพื่อใช้ติดต่อกับ (สามีเชอรี่อยู่ในเมืองกาญฯ จะเจอกันแค่เสาร์อาทิตย์)
เชอรี่จึงอยากมีเฟสบุคและไลน์
นั่นคือภารกิจ ฉันต้องสมัครเมลล์ / เฟสบุค และไลน์ให้เชอรี่
เมื่อมาถึงการกรอกอายุ
เชอรี่อายุ 24 แต่ในใบต่างด้าว เชอรี่อายุเพียง 22 เพราะ
"แม่หนูทำใบเกิดหนูหาย หนูเลยต้องไปทำใหม่ ในใบหนูเลยเด็กกว่า 2 ปี"
และที่อัศจรรย์สุดๆคือ นามสกุลของเชอรี่!
"หนูนามสกุล ร่รมสวัสดิ์"
"อ๋อ ร่มสวัสดิ์?"
"ไม่ค่ะ ร่รม ร.เรือ 2 ตัว"
"บ้า มันจะออกเสียงแบบนั้นได้ไง"
"จริงจริ๊งง พี่แนน ไม่เชื่อหนูไปดูในใบหนูได้เลย สะกดแบบนี้กันทั้งบ้านจริงๆ"
คาดว่านี้คงเป็น Butterfly Effect จากนายทะเบียนตาลายคนหนึ่ง
ที่สะกดผิด!
พาให้ตระกูลนี้ทั้งตระกูล มีนามสกุลที่ออกเสียงไม่ได้!!
หลังจากการสมัครแสนวุ่นวาย
(ทำให้รู้ว่า Facebook ทุกวันนี้สมัครยากเหลือเกิน)
ฉันก็จากไปทำงานอื่นๆ ที่พึงทำประจำวัน
จนเย็นย่ำ เชอรี่ไลน์มาหาฉัน เรียกไปกินข้าว
แน๊ ทุกวันนี้เด็กพม่าไลน์มาหาฉันได้แล้ว!
เมื่อเดินไปกินข้าว เชอรี่เดินมาหาฉันด้วยหน้าตาตื่นเต้น ว่า
"หนูไลน์ไปหาพี่แนนถูกไหม?"
"อ่อ สะกดคำว่า หนู ผิด หนูต้องเป็นสระอู"
"อ่าวเหรอคะ หนูจดมาจากเวลาคนเขาส่งคุยกัน"
"..ไหน เอามาให้พี่ดูสิ ว่าสะกดอะไรบ้าง"
ทำใม
อัลไล
อยูไน
ยากจุงเบย
ฯลฯ
ฉันนั่งสอนเชอรี่ ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกที่ควรจะพิมพ์
คือ มันอาจจะเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับเรา
แต่สำหรับสาวพม่าหน้าใสคนนี้ เขาจดทุกอย่างที่ผิดๆ มาใช้!
พลางให้ฉันคิดไปจนถึงชื่อเฟสอีกหลายอันที่สะกดผิดๆ ภาษาวิบัติสุดๆ
ฤ เขาจะมีหลักการณ์เดียวกับเชอรี่นะ...
หวังว่าเรื่องนี้คงเป็นอุทาหรณ์ให้หลายคนที่กำลังใช้ภาษาวิบัตินะคะ
ลักนะ จุบุจุบุ
"เชอรี่ มันให้มีรูป Profile เอารูปไรดี"
"หนูยังไม่มีเลย"
"อ่ะ งั้นถ่ายเลยละกัน" กดเปิดกล้อง
"ไม่เอ๊า หนูไม่ชอบถ่ายย"
แสงหน้าจอวาบ
เจอเฟสบุคสาวคนนี้เมื่อไหร่
อย่าลืมใช้ภาษาที่ถูกต้องกับเธอนะคะ
สาส์นจากแพกาญฯ : ลาก่อน Exteen และการรับน้องริ้น
คืออยากจะอัพมาหลายวันล่ะ แต่ตอนนี้เหมือนจะ bad gate way ตลอดเวลา
หรรษาจึงขอหาที่ใหม่ในการระบาย
ตัดภาพกลับมาที่แพ
มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราไปเป็นหน้าใหม่ของที่ไหน
เรามักจะโดนรับน้อง
ครั้งนี้ก็เช่นกัน
ฉันกำลังโดนรับน้อง.. อย่างรุนแรง
เป็นการรับน้องที่ฉันไม่มีโอกาสเตรียมตัว
เป็นรับน้องที่โหด และสร้างบาดแผลให้กับตัวฉันมากมาย
ฉันโดนรับน้อง "ริ้น"
เอาจริงๆ ฉันไม่ค่อยจะเคยรู้จักริ้น
รู้จากสุภาษิตก็เพียง "ริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม"
แล้วยังไง ริ้นคืออะไร หน้าตาเป็นยังไง?
ฉันจึงเข้าไปดูใน wikipidia
เรื่องราวนังริ้นตัวร้าย
คือ..เดี๋ยวนะ
เราไม่เคยรู้จักกัน แต่เธอทำร้ายฉันขนาดนี้เลยเรอะ?!
ฉันเหมือนคนเป็นไข้เลือกออก และอีสุกอีใสเวลาเดียวกัน
ทุกคนที่เห็นขาฉันต่างตกใจ และคิดว่าฉันติดเชื้อ
แม้แต่พี่โทน ที่ช่ำชองเรื่องในป่า ยังบอกว่า
"ผมว่า..พี่เลิกไปตัดกิ่งไม้เถอะ"
จุดเริ่มต้น มันมาจากเม็ดเล็กๆ ใสใส
ทำให้พี่โทนคิดว่าฉันเป็น อีสุกอีใส
จนฉันเองก็เริ่มสับสนว่าฉันเป็นอีสุกอีใสหรือเปล่า
ตอนนี้มียาหลายขนาด (แม้แต่ยาแก้งูสวัด) ที่ให้ฉันเลือกทา
แต่รอยก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่นัก
ใครมีวิธีต่อสู้กับริ้น รบกวนบอกด้วยนะคะ
ปล.บัดนี้ริ้นเริ่มลามมากัดในร่มผ้า และในเสื้อผ้าดิฉันแล้ว!
หรรษาจึงขอหาที่ใหม่ในการระบาย
ตัดภาพกลับมาที่แพ
มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราไปเป็นหน้าใหม่ของที่ไหน
เรามักจะโดนรับน้อง
ครั้งนี้ก็เช่นกัน
ฉันกำลังโดนรับน้อง.. อย่างรุนแรง
เป็นการรับน้องที่ฉันไม่มีโอกาสเตรียมตัว
เป็นรับน้องที่โหด และสร้างบาดแผลให้กับตัวฉันมากมาย
ฉันโดนรับน้อง "ริ้น"
เอาจริงๆ ฉันไม่ค่อยจะเคยรู้จักริ้น
รู้จากสุภาษิตก็เพียง "ริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม"
แล้วยังไง ริ้นคืออะไร หน้าตาเป็นยังไง?
ฉันจึงเข้าไปดูใน wikipidia
เรื่องราวนังริ้นตัวร้าย
คือ..เดี๋ยวนะ
เราไม่เคยรู้จักกัน แต่เธอทำร้ายฉันขนาดนี้เลยเรอะ?!
ฉันเหมือนคนเป็นไข้เลือกออก และอีสุกอีใสเวลาเดียวกัน
ทุกคนที่เห็นขาฉันต่างตกใจ และคิดว่าฉันติดเชื้อ
แม้แต่พี่โทน ที่ช่ำชองเรื่องในป่า ยังบอกว่า
"ผมว่า..พี่เลิกไปตัดกิ่งไม้เถอะ"
จุดเริ่มต้น มันมาจากเม็ดเล็กๆ ใสใส
ทำให้พี่โทนคิดว่าฉันเป็น อีสุกอีใส
จนฉันเองก็เริ่มสับสนว่าฉันเป็นอีสุกอีใสหรือเปล่า
ตอนนี้มียาหลายขนาด (แม้แต่ยาแก้งูสวัด) ที่ให้ฉันเลือกทา
แต่รอยก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่นัก
ใครมีวิธีต่อสู้กับริ้น รบกวนบอกด้วยนะคะ
ปล.บัดนี้ริ้นเริ่มลามมากัดในร่มผ้า และในเสื้อผ้าดิฉันแล้ว!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
