คุณเคยคิดไหมว่าอวัยวะไหนสำคัญกว่ากัน?
เรื่องเกิดจาก การทำงานที่แพ
มีหลายบทบาท หน้าที่
ซึ่งแต่ละบทบาทหน้าที่ ต่างก็มองว่าตัวเองสำคัญ และทำงานหนักมากกว่าใคร
คนปูห้อง ก็คิดว่าตัวเองต้องแบกผ้า ปูห้องแต่ละห้อง ช่างเหนื่อยมาก
คนซักผ้า ก็คิดว่าตัวเองต้องขนผ้า แบกไปซัก แถมต้องแบกไปตากอีก ช่างเหนื่อยมาก
คนทำความสะอาด ก็คิดว่าตัวเองต้องเก็บขยะไปทิ้ง กวาดถูทั้งหมด ช่างเหนื่อยมาก
คนล้างจาน ก็คิดว่าตัวเองล้างจานอยู่คนเดียว ช่างเหนื่อยมาก
คนทำบาร์ ก็คิดว่าตัวเองต้องอยู่ดึก วุ่นวายกับแขก ช่างเหนื่อยมาก
แต่ละหน้าที่ ต่างคิดว่าตัวเอง ช่างเหนื่อยมาก
และเริ่มคิดว่า หน้าที่อื่น ช่างสบายเหลือ!
วันหนึ่ง หากเท้าคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าตา
และขอประท้วง ไม่เดิน
คิดว่าร่างกายเราจะเป็นยังไง?
วันหนึ่ง หากตาคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าฟัน
และขอประท้วง ไม่มอง
คิดว่าร่างกายจะเป็นยังไง?
วันหนึ่ง หากฟันคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าเท้า
และขอประท้วง ไม่เคี้ยว
คิดว่าร่างกายจะเป็นยังไง?
ทุกอย่าง สัมพันธ์กัน
ทุกสิ่ง เกื้อหนุนกัน
โดยส่วนตัวแล้ว ฉันไม่เคยคิดว่าอาชีพอะไรสำคัญกว่ากัน
กรรมกร กับ นักธุรกิจ
คนหนึ่งคิด อีกคนเป็นคนทำ
แต่หากวันใด ใครสักคนคิดว่าตัวเองมีค่ากว่าอีกคน
องค์กรนั้นจะเริ่มสั่นคลอน
คงเป็นหน้าที่ของทุกคน ที่จะเคารพศักดิ์ศรีของแต่ละอาชีพ
เพราะหากเราทุกคนให้เกียรติในอาชีพของเขา
ทำให้เขาเห็นคุณค่าในอาชีพตัวเอง
เขาก็จะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ
เราจะได้กินข้าวที่ชาวนาตั้งใจปลูก
เราจะได้อยู่บ้านที่คนงานตั้งใจสร้าง
เราจะได้ขึ้นเครื่องบินที่แอร์อยากบริการ
เราจะได้เข้าห้องน้ำที่สะอาดเพราะพนักงานตั้งใจทำ
ตอนไปทำงานที่ญี่ปุ่น
ฉันได้เจอกับพนักงานสาวตัวเล็กคนหนึ่ง
เธอเป็นคนเกาหลีที่มาทำงานที่ญี่ปุ่น
เราคุยกันด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นของทั้งคู่
เธอทำงานเป็นผู้ช่วย Stylist
ทั้งที่ Stylist เป็นผู้ชาย แต่กลับไม่ช่วยเธอถือแม้แต่ชิ้นเดียว
ฉันบอกว่าจะขอช่วยเธอแบกเสื้อผ้าที่เธอต้องถือ
เธอตอบฉันมาว่า
"please Let me do my Job. You have your own job too."
แม้จะไม่เข้าใจว่าการช่วยเหลือเพียงแค่แบกเสื้อผ้า
จะทำให้เธอรู้สึกว่าเธอทำงานบกพร่องได้ขนาดนั้น
แต่ก็ทำให้ฉันเห็นมุมมองความคิดเรื่องการทำงานของเธอ
เรามีงานให้ทำ
เราต้องทำงานของเราให้ดี ในทุกๆตำแหน่งล้วนมีความสำคัญ
วันไหนที่ฉันเป็นผู้ใหญ่ แล้วดูถูกตำแหน่งเล็กๆ
รบกวนเอามือมาตบกบาลฉัน แล้วเอาบทความที่ฉันเขียนในวันนี้มาให้ฉันอ่านเตือนสติที
สุดท้ายนี้คงต้องขอตัวไปก่อน
เพราะกระเพราะเริ่มทำหน้าที่ร้องหาอาหาร
ในขณะที่หนังตาของฉันก็เริ่มล้าแล้ว
ทุกอวัยวะต้องการความสนใจจากฉันล่ะ!
วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557
วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : ปีชงอ่ะป่าว?
หลังจากที่เงินจำนวน 8,300 บาท อันตรทานไปอย่างไร้ร่องรอย
ฉันพยายามปลอบใจตัวเองว่า "เอาน่า ถือว่าฟาดเคราห์ะสิ้นปี"
สิ่งต่อมาที่เกิดขึ้นในใจก็คือการนั่งทบทวนถึงทุกสิ่งที่อย่างที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่าน
เดี๋ยวนะ.. ปีที่ผ่านมาเป็นปีชงของฉันเหรอเนี่ย ?!
เปิดศักราชด้วยปาร์ตี้ปีใหม่
ขาหัก เดินไม่ได้ไป 4 เดือน (มกรา / กุมภา / มีนา / เมษา)
ต่อด้วยเมษา ทำกล้องที่เพิ่งซื้อได้ 2 สัปดาห์ อาบน้ำทะเลเสม็ด
สูญสิ้นทั้งกล้อง และไอโฟน4 แก่ๆ
ทำให้ต้องผ่านลมราคา 26,XXX ไป 4 เดือน และผ่อนไอโฟน 5 เครื่องใหม่ไปเงียบๆ
สิงหา ย้ายมาทำงานที่แพ เปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่
สิ่งที่เคยได้ทำ กลับไม่ได้ทำ
แถมยังต้องมาทำสิ่งที่ไม่เคยคิดจะอยากทำ
ตุลาคม ต้อนรับเดือนเกิดของตัวเอง ด้วยการไอโฟน 5 พัง
ต้องมาซ่อมในเมืองหลวงก่อนไปตรัง
เสียค่าซ่อมราคา 9,200 บาท
ส่งท้ายสิ้นปีด้วยการทำเงินหายอย่างไร้เหตุผล จำนวน 8,300 บาท
จากเร่ืองราวทั้งหมด ปีที่ผ่านมาเสียค่าเสียหายไปราว 82,000 บาทไทย
(หมายเหตุ : ราคานี้ยังไม่รวมค่าเสียหายเช่นการเปลี่ยนแบท เปลี่ยนยางรถ และค่าจิปาถะ)
จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า "นี่ปีชงของฉันหรือไม่?"
สุดท้าย หลังจากคิดทบทวนไปมา
ฉันกลับรู้สึกขอบคุณ ถ้าเกิดปีนี้เป็นปีชงจริงๆ
แต่ฉันรู้ว่ามันชงเอาก็ตอนที่เหลือเวลาของปีนี้อีกเพียง 3 วัน
เพราะถ้าฉันหมกมุ่นกับมันตั้งแต่ต้นปีว่าจะเป็นปีชงของฉัน
ฉันคงไม่เดินทางไกลไปแชงกรีล่า
ฉันคงไม่ตัดสินใจลาออกจากงานที่รัก เพื่อเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่
ฉันคงไม่ยอมไปเที่ยวที่ไหนสักที่
ฉันคงหดหู่ ซึมเศร้า
แต่ก็ต้องยอมรับ ว่าลึกๆแล้ว ฉันเป็นคนโชคดีมาก!
ความโชคดีอย่างแรกก็คือ ทุกครั้งที่ฉันมีปัญหา ฉันจะมีคนอยู่ข้างๆเสมอ
แม้คนเหล่านั้นจะด่าทอฉัน จิกกัดฉัน
แต่ฉันรู้ว่าสุดท้าย เขาเป็นคนที่รักและหาทางช่วยเหลือฉันเสมอ
สุดท้ายชีวิตเราคงต้องเจอเรื่องโชคร้ายกันอีกเยอะ
รีบหาคนดีๆในชีวิต มาคอยดูแลเวลาเราทุกข์ใจ
ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรัก สุดท้าย อาจจะไม่จำเป็นคนด้วยซ้ำ!
ขอให้ทุกคนได้มีใครเคียงข้างในปีที่โหดร้ายค่ะ :)
ฉันพยายามปลอบใจตัวเองว่า "เอาน่า ถือว่าฟาดเคราห์ะสิ้นปี"
สิ่งต่อมาที่เกิดขึ้นในใจก็คือการนั่งทบทวนถึงทุกสิ่งที่อย่างที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่าน
เดี๋ยวนะ.. ปีที่ผ่านมาเป็นปีชงของฉันเหรอเนี่ย ?!
เปิดศักราชด้วยปาร์ตี้ปีใหม่
ขาหัก เดินไม่ได้ไป 4 เดือน (มกรา / กุมภา / มีนา / เมษา)
ต่อด้วยเมษา ทำกล้องที่เพิ่งซื้อได้ 2 สัปดาห์ อาบน้ำทะเลเสม็ด
สูญสิ้นทั้งกล้อง และไอโฟน4 แก่ๆ
ทำให้ต้องผ่านลมราคา 26,XXX ไป 4 เดือน และผ่อนไอโฟน 5 เครื่องใหม่ไปเงียบๆ
สิงหา ย้ายมาทำงานที่แพ เปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่
สิ่งที่เคยได้ทำ กลับไม่ได้ทำ
แถมยังต้องมาทำสิ่งที่ไม่เคยคิดจะอยากทำ
ตุลาคม ต้อนรับเดือนเกิดของตัวเอง ด้วยการไอโฟน 5 พัง
ต้องมาซ่อมในเมืองหลวงก่อนไปตรัง
เสียค่าซ่อมราคา 9,200 บาท
ส่งท้ายสิ้นปีด้วยการทำเงินหายอย่างไร้เหตุผล จำนวน 8,300 บาท
จากเร่ืองราวทั้งหมด ปีที่ผ่านมาเสียค่าเสียหายไปราว 82,000 บาทไทย
(หมายเหตุ : ราคานี้ยังไม่รวมค่าเสียหายเช่นการเปลี่ยนแบท เปลี่ยนยางรถ และค่าจิปาถะ)
จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า "นี่ปีชงของฉันหรือไม่?"
สุดท้าย หลังจากคิดทบทวนไปมา
ฉันกลับรู้สึกขอบคุณ ถ้าเกิดปีนี้เป็นปีชงจริงๆ
แต่ฉันรู้ว่ามันชงเอาก็ตอนที่เหลือเวลาของปีนี้อีกเพียง 3 วัน
เพราะถ้าฉันหมกมุ่นกับมันตั้งแต่ต้นปีว่าจะเป็นปีชงของฉัน
ฉันคงไม่เดินทางไกลไปแชงกรีล่า
ฉันคงไม่ตัดสินใจลาออกจากงานที่รัก เพื่อเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่
ฉันคงไม่ยอมไปเที่ยวที่ไหนสักที่
ฉันคงหดหู่ ซึมเศร้า
แต่ก็ต้องยอมรับ ว่าลึกๆแล้ว ฉันเป็นคนโชคดีมาก!
ความโชคดีอย่างแรกก็คือ ทุกครั้งที่ฉันมีปัญหา ฉันจะมีคนอยู่ข้างๆเสมอ
แม้คนเหล่านั้นจะด่าทอฉัน จิกกัดฉัน
แต่ฉันรู้ว่าสุดท้าย เขาเป็นคนที่รักและหาทางช่วยเหลือฉันเสมอ
สุดท้ายชีวิตเราคงต้องเจอเรื่องโชคร้ายกันอีกเยอะ
รีบหาคนดีๆในชีวิต มาคอยดูแลเวลาเราทุกข์ใจ
ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรัก สุดท้าย อาจจะไม่จำเป็นคนด้วยซ้ำ!
ขอให้ทุกคนได้มีใครเคียงข้างในปีที่โหดร้ายค่ะ :)
วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : วันมามากของหรรษา
เงียบหายไป เพราะไปทำงานตัวเป็นเกลียว
หลังจากที่เหล่าผู้ใหญ่และผู้รับผิดชอบงานทั้งหลาย ต่างลี้หนีแพไป
เหลือเพียงตัวเรา ที่ต้องก้มหน้ารับผิดชอบงานที่เหลือ
ตารางชีวิตจึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นดังนี้
5:30 - ตื่นนอน
6:00 - เริ่มต้นเช็คเอาท์แขก และดูแลพนักงานที่มาทำงานว่ามาครบไหม
7:00 - จัดสรรพนักงาน หากมาทำงานไม่ครบ ยังไงงานทั้งแพต้องเสร็จ (หากฝ่ายใดหายไป หรรษาจะต้องเป็นผู้เข้าไปทำแทน) และรับตรวจสอบของหากของหาย แขกลืมของ หรืออะไรก็ตาม รวมถึงหากของในแพเสียหาย ก็ต้องรีบแจ้งไกด์ให้รับผิดชอบเก็บค่าเสียหายมาให้ รวมถึงตามซ่อมของที่พังนั้น
9:00 - เดินกลับห้องไปอาบน้ำ แอบงีบหากหลับลง (ส่วนมากจะไม่หลับ)
11:30 - เดินดู เช็คงานส่วนต่างๆ ว่าทำเรียบร้อยไหม งานที่ต้องตรวจมีตั้งแต่ซักผ้าขนหนู / ปูเตียง / ใส่ของในห้องพัก / รดน้ำต้นไม้ / ตัดกิ่งไผ่ ฯลฯ
12:30 - ลงมากินข้าว กินกาแฟ
13:30 - เริ่มพับผ้าปู เตรียมเงินสำหรับทำทุนขายบาร์
16:00 - ขึ้นไปอาบน้ำ เพราะขายบาร์จะเลิกดึก
17:00 - ประจำการในบาร์ ต่อเนื่องไปจนปิดบาร์ โดยหากห้องแขกมีปัญหา หรือต้องการการเปลี่ยนห้อง ก็ต้องทำให้เรียบร้อยด้วยเช่นกัน
23:00 - เวลาปิดบาร์
23:15 - ปิดบาร์แม้แขกจะไม่ยอมให้ปิด เคลียร์ค่านวด เคลียร์ค่าบาร์
24:00 - โดยประมาณ คือเวลากลับถึงห้องเตรียมอาบน้ำนอน
00:30 - กลิ้งไปกลิ้งมา นอนไม่หลับ เพราะต้องมานอนในแพ เสียงน้ำไหล และเสียงไม้อี๊ดแอ๊ด ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ
1:00 - โดยมากจะหลับสักที
ชีวิตวนอยู่แบบนั้นเป็นสัปดาห์
จากทำไม่ได้ ทำไม่ไหว
กลายเป็นทำได้ เริ่มชิน
และเริ่มพัฒนาเป็นร่างสลายในตอนนี้
ฉันกำลังเป็นภาวะความเหนื่อยสะสม!
นั่นถือเป็นเรื่องของปัญหา
แต่ในส่วนอื่น ภาวะที่ผ่านมาทำให้ฉันรู้สึกเคารพในตัวเองขึ้นมาก
ทำให้ฉันเห็นว่า
ถ้าเราตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่ามันจะเหนื่อยขนาดไหน เราจะทำได้เสมอ
ขอเพียงตั้งใจ
เคยอ่านหนังสือ เกี่ยวกับการวิ่งมาราธอน ใครสักคนเคยบอกไว้
ตราบใดที่ใจเรายังไหว
ขาเราจะก้าวต่อไปได้เอง
การผ่านภาวะนี้ไปได้ ทำให้ฉันเชื่อมั่นในความแข็งแรงของใจตัวเองมากขึ้น
และหวังว่าหลายๆคน คงจะมีใจเข้มแข็งพอ
ในวันที่ต้องเจอช่วงวันมามากแบบฉันได้
ปล. แต่มามากแบบนี้ต่อไปอีกสักพัก ร่างกายจะไม่แข็งแรงตามหัวใจล่ะ!
หลังจากที่เหล่าผู้ใหญ่และผู้รับผิดชอบงานทั้งหลาย ต่างลี้หนีแพไป
เหลือเพียงตัวเรา ที่ต้องก้มหน้ารับผิดชอบงานที่เหลือ
ตารางชีวิตจึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นดังนี้
5:30 - ตื่นนอน
6:00 - เริ่มต้นเช็คเอาท์แขก และดูแลพนักงานที่มาทำงานว่ามาครบไหม
7:00 - จัดสรรพนักงาน หากมาทำงานไม่ครบ ยังไงงานทั้งแพต้องเสร็จ (หากฝ่ายใดหายไป หรรษาจะต้องเป็นผู้เข้าไปทำแทน) และรับตรวจสอบของหากของหาย แขกลืมของ หรืออะไรก็ตาม รวมถึงหากของในแพเสียหาย ก็ต้องรีบแจ้งไกด์ให้รับผิดชอบเก็บค่าเสียหายมาให้ รวมถึงตามซ่อมของที่พังนั้น
9:00 - เดินกลับห้องไปอาบน้ำ แอบงีบหากหลับลง (ส่วนมากจะไม่หลับ)
11:30 - เดินดู เช็คงานส่วนต่างๆ ว่าทำเรียบร้อยไหม งานที่ต้องตรวจมีตั้งแต่ซักผ้าขนหนู / ปูเตียง / ใส่ของในห้องพัก / รดน้ำต้นไม้ / ตัดกิ่งไผ่ ฯลฯ
12:30 - ลงมากินข้าว กินกาแฟ
13:30 - เริ่มพับผ้าปู เตรียมเงินสำหรับทำทุนขายบาร์
16:00 - ขึ้นไปอาบน้ำ เพราะขายบาร์จะเลิกดึก
17:00 - ประจำการในบาร์ ต่อเนื่องไปจนปิดบาร์ โดยหากห้องแขกมีปัญหา หรือต้องการการเปลี่ยนห้อง ก็ต้องทำให้เรียบร้อยด้วยเช่นกัน
23:00 - เวลาปิดบาร์
23:15 - ปิดบาร์แม้แขกจะไม่ยอมให้ปิด เคลียร์ค่านวด เคลียร์ค่าบาร์
24:00 - โดยประมาณ คือเวลากลับถึงห้องเตรียมอาบน้ำนอน
00:30 - กลิ้งไปกลิ้งมา นอนไม่หลับ เพราะต้องมานอนในแพ เสียงน้ำไหล และเสียงไม้อี๊ดแอ๊ด ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ
1:00 - โดยมากจะหลับสักที
ชีวิตวนอยู่แบบนั้นเป็นสัปดาห์
จากทำไม่ได้ ทำไม่ไหว
กลายเป็นทำได้ เริ่มชิน
และเริ่มพัฒนาเป็นร่างสลายในตอนนี้
ฉันกำลังเป็นภาวะความเหนื่อยสะสม!
นั่นถือเป็นเรื่องของปัญหา
แต่ในส่วนอื่น ภาวะที่ผ่านมาทำให้ฉันรู้สึกเคารพในตัวเองขึ้นมาก
ทำให้ฉันเห็นว่า
ถ้าเราตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่ามันจะเหนื่อยขนาดไหน เราจะทำได้เสมอ
ขอเพียงตั้งใจ
เคยอ่านหนังสือ เกี่ยวกับการวิ่งมาราธอน ใครสักคนเคยบอกไว้
ตราบใดที่ใจเรายังไหว
ขาเราจะก้าวต่อไปได้เอง
การผ่านภาวะนี้ไปได้ ทำให้ฉันเชื่อมั่นในความแข็งแรงของใจตัวเองมากขึ้น
และหวังว่าหลายๆคน คงจะมีใจเข้มแข็งพอ
ในวันที่ต้องเจอช่วงวันมามากแบบฉันได้
ปล. แต่มามากแบบนี้ต่อไปอีกสักพัก ร่างกายจะไม่แข็งแรงตามหัวใจล่ะ!
วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : ลอย ลอย กระทง
เทศกาลลอยกระทงเพิ่งจะผ่านพ้นไป
สำหรับหลายคนที่เลิกงานแล้วก็เดินแวะไปซื้อกระทง
ลอยให้พอเข้าสังคม ถ่ายรูปลงโซเชี่ยว ลอยให้พอสร้างขยะ แล้วกลับบ้าน
อาจจะไม่รู้สึกอินเท่าไร
แต่สำหรับคนที่ต้องจัดงานเตรียมงานเพื่อให้แขกฝรั่งมาลอยกระทงที่แพอย่างดิฉัน
บอกเลยว่า "เหนื่อยมากกกกกกกก"
นอกจากจะต้องสั่งทำกระทง จัดแต่งสถานที่ เตรียมโชว์ จัดที่นั่งให้แขกดูโชว์
ฉันยังต้องทำกระทงของตัวเองอีกด้วย :)
แต่ความเหนื่อยที่เกิดขึ้นทั้งหมด หายไป
เมื่อเห็นความสุขของฝรั่งที่มาดู
(ตอบสวยเหมือนนางงามจริงๆ)
เพราะคิดถึงเวลาที่ตัวเองไปเที่ยว
ได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างของเขา
ได้เรียนรู้ที่มาที่ไปของแต่ละเร่ืองราว แต่ละวัฒนธรรม
ฉันเคยคุยกับป้ามักก้า เขาเป็นเพื่อนพ่อชาวไอส์แลนด์
เขาดีใจมากที่ฉันรักการเดินทาง
"It helps you learn how to respect people."
ฉันเห็นว่าจะจริง
คนที่ชอบเดินทาง(ไม่ใช่ชอบเที่ยวนะ)
มักใส่ใจรายละเอียด และไม่ดูถูกคนอื่น
น่าประหลาดใจที่ฝรั่งกลับเป็นคุณค่าของการขอขมาแม่น้ำ
มากกว่าเจ้าของประเทศที่ลอยกระทงกันทั้งเมือง
โดยที่ไม่สนใจความสำคัญของมัน
กลับมาที่งานลอยกระทง
มีผู้หญิงและเด็กน้อยแต่งตัวเป็นพม่าเต็มยศมา
เขาคือลูกและเมียของพี่โทน (ตัวละครที่เคยโผล่มาตั้งแต่ตอนแรก)
พี่จา - เมียพี่โทน ยามเช้าเขาจะมาทำความสะอาดให้ห้องพักด้านบน
ตกเย็นเขาจะแปลงร่างเป็นหมอนวดประจำแพด้วย
ฉันผู้ต้องดูแลพื้นที่ด้านบนเป็นหลัก จึงสนิทกับเขามากเป็นพิเศษ
"เย็นนี้พี่จะมางานด้วย เอาน้องนัทมาลอยกระทง"
"พี่จาแต่งตัวเป็นมอญมาเลยสิ แต่งให้น้องนัทก็ได้"
"คิดอยู่ว่าจะแต่งเป็นมอญ หรือ พม่าดี พี่ไปจ้างเขาเย็บชุดมาเลยนะให้น้องนัท"
"แต่งมาเลย ฝรั่งกรี๊ดกร๊าดแน่พี่จา"
"พี่สั่งซื้อกระทงไปแล้วด้วย 3 อัน"
ล่วงเลยมาตอนเย็น ฉันเจอพี่โทนกับกระทงดูบิดๆเบี้ยวๆ
"นี่คือกระทงที่ซื้อมาเรอะ ทำไมมันแปลกจัง"
"ผมทำเอง ผมบอกจาแล้ว เก็บเงินให้น้องนัทกินขนมดีกว่า ผมทำให้เอง"
หลังจากประโยคนั้นไม่นาน พี่จาก็แต่งองค์ทรงเครื่องมาพร้อมกับน้องนัท
ในงานมีสาวพม่า และเด็กน้อยชาวพม่าอีก 1 คน
ทั้งคู่ไม่พูดอะไรมากมาย เพราะรู้ว่าพี่โทนทำงานอยู่
"โอ้ยย นั่นใครไม่รู้ ไม่รู้จักกัน" พี่โทนพูดแบบเขินๆ
"แน่ใจนะว่าไม่รู้จัก งั้นเดี๋ยวไปบอกเขาให้"
"โอ้ ตายละพี่ เล่นผมอีกแล้ว ผมทำงานอยู่ เขารู้ เขาเข้าใจ"
หลังจากการโชว์
หลังจากที่แขกหมู่มากลอยกระทงเรียบร้อย
หลังจากที่คนในบาร์เริ่มซา
จะเห็นพ่อ แม่ ลูก เดินมาพร้อมหน้าพร้อมตา
จุดเทียน อธิษฐาน และนั่งลอยกระทงพร้อมกัน
นอกจากจะเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของครอบครัวนั้นแล้ว
จะมีใครเห็นฉันที่มองพวกเขา แล้วแอบยิ้มบ้างไหมนะ : )
สำหรับหลายคนที่เลิกงานแล้วก็เดินแวะไปซื้อกระทง
ลอยให้พอเข้าสังคม ถ่ายรูปลงโซเชี่ยว ลอยให้พอสร้างขยะ แล้วกลับบ้าน
อาจจะไม่รู้สึกอินเท่าไร
แต่สำหรับคนที่ต้องจัดงานเตรียมงานเพื่อให้แขกฝรั่งมาลอยกระทงที่แพอย่างดิฉัน
บอกเลยว่า "เหนื่อยมากกกกกกกก"
นอกจากจะต้องสั่งทำกระทง จัดแต่งสถานที่ เตรียมโชว์ จัดที่นั่งให้แขกดูโชว์
ฉันยังต้องทำกระทงของตัวเองอีกด้วย :)
แต่ความเหนื่อยที่เกิดขึ้นทั้งหมด หายไป
เมื่อเห็นความสุขของฝรั่งที่มาดู
(ตอบสวยเหมือนนางงามจริงๆ)
เพราะคิดถึงเวลาที่ตัวเองไปเที่ยว
ได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างของเขา
ได้เรียนรู้ที่มาที่ไปของแต่ละเร่ืองราว แต่ละวัฒนธรรม
ฉันเคยคุยกับป้ามักก้า เขาเป็นเพื่อนพ่อชาวไอส์แลนด์
เขาดีใจมากที่ฉันรักการเดินทาง
"It helps you learn how to respect people."
ฉันเห็นว่าจะจริง
คนที่ชอบเดินทาง(ไม่ใช่ชอบเที่ยวนะ)
มักใส่ใจรายละเอียด และไม่ดูถูกคนอื่น
น่าประหลาดใจที่ฝรั่งกลับเป็นคุณค่าของการขอขมาแม่น้ำ
มากกว่าเจ้าของประเทศที่ลอยกระทงกันทั้งเมือง
โดยที่ไม่สนใจความสำคัญของมัน
กลับมาที่งานลอยกระทง
มีผู้หญิงและเด็กน้อยแต่งตัวเป็นพม่าเต็มยศมา
เขาคือลูกและเมียของพี่โทน (ตัวละครที่เคยโผล่มาตั้งแต่ตอนแรก)
ตกเย็นเขาจะแปลงร่างเป็นหมอนวดประจำแพด้วย
ฉันผู้ต้องดูแลพื้นที่ด้านบนเป็นหลัก จึงสนิทกับเขามากเป็นพิเศษ
"เย็นนี้พี่จะมางานด้วย เอาน้องนัทมาลอยกระทง"
"พี่จาแต่งตัวเป็นมอญมาเลยสิ แต่งให้น้องนัทก็ได้"
"คิดอยู่ว่าจะแต่งเป็นมอญ หรือ พม่าดี พี่ไปจ้างเขาเย็บชุดมาเลยนะให้น้องนัท"
"แต่งมาเลย ฝรั่งกรี๊ดกร๊าดแน่พี่จา"
"พี่สั่งซื้อกระทงไปแล้วด้วย 3 อัน"
ล่วงเลยมาตอนเย็น ฉันเจอพี่โทนกับกระทงดูบิดๆเบี้ยวๆ
"นี่คือกระทงที่ซื้อมาเรอะ ทำไมมันแปลกจัง"
"ผมทำเอง ผมบอกจาแล้ว เก็บเงินให้น้องนัทกินขนมดีกว่า ผมทำให้เอง"
หลังจากประโยคนั้นไม่นาน พี่จาก็แต่งองค์ทรงเครื่องมาพร้อมกับน้องนัท
ในงานมีสาวพม่า และเด็กน้อยชาวพม่าอีก 1 คน
ทั้งคู่ไม่พูดอะไรมากมาย เพราะรู้ว่าพี่โทนทำงานอยู่
พี่จาพาน้องนัทไปนั่งรอที่ท่าน้ำ จนฉันต้องแซวว่า
"คิดว่าเป็นพี่มากรึไง ต้องให้สาวรออยู่ที่ท่าน้ำเนี่ย!""โอ้ยย นั่นใครไม่รู้ ไม่รู้จักกัน" พี่โทนพูดแบบเขินๆ
"แน่ใจนะว่าไม่รู้จัก งั้นเดี๋ยวไปบอกเขาให้"
"โอ้ ตายละพี่ เล่นผมอีกแล้ว ผมทำงานอยู่ เขารู้ เขาเข้าใจ"
หลังจากการโชว์
หลังจากที่แขกหมู่มากลอยกระทงเรียบร้อย
หลังจากที่คนในบาร์เริ่มซา
จะเห็นพ่อ แม่ ลูก เดินมาพร้อมหน้าพร้อมตา
จุดเทียน อธิษฐาน และนั่งลอยกระทงพร้อมกัน
นอกจากจะเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของครอบครัวนั้นแล้ว
จะมีใครเห็นฉันที่มองพวกเขา แล้วแอบยิ้มบ้างไหมนะ : )
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : รับขนมจีบ ซาลาเปาเพิ่มไหมคะ?
จากจุดที่ฉันอยู่ เรียกว่าห่างไกลความเจริญมาก
ซึ่งความเจริญที่ฉันใช้เป็นมาตรวัด คือ 7-11
โดยความเจริญที่ใกล้ที่สุดจากแพฉัน ห่างไป 26 km.
เรียกว่าไกลเกินกว่าที่จะเดินไปซื้อสเลอปี้กินแน่นอน
ทุกวันนี้ความสุขของคนในแพ คือการได้ไปเที่ยว 7-11
"เห้ย วันนี้ไปท่าเสาเหรอ ฝากซื้อป๊อกกี้หน่อยดิ"
ใช่ เป็นเรื่องน่าประหลาดที่ร้านค้าแถวนี้ไม่ขายป๊อกกี้
อาจจะเพราะชาวบ้านแถวนี้ไม่นิยมขนมที่มีครีมหรือช๊อคโกแลตเป็นส่วนประกอบ
"โหยย ได้ไปหินดาดด้วย ฝากซื้อแยมโรล 7-11 หน่อย"
"วันนี้ป้าไม่อยู่ พี่เลยได้ไปเที่ยว 7-11"
การมาอยู่ที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกว่า 7-11 ช่างสูงส่งเหลือเกิน
จนกระทั่งเมื่อเช้า
ฉันเอาขนมปังไปให้เชอรี่ เชอรี่กินและบอกว่า
"ไม่อร่อยเลย ขนมปังฝรั่งเศสเนี่ย หนูซื้อกินที่ 7-11 หน้าบ้านอร่อยกว่า"
ฉันตาลุกวาว
"เชอรี่ ทำไมหน้าบ้านเรามี 7-11 ด้วยเหรอ?"
"มีสิคะ หนูแวะกันทุกเช้าอ่ะ นี่ไงเมื่อเช้าก็ซื้อมา"
"เห้ย มันอยู่ตรงไหน?!" ฉันกะสะสมแสตมป์ต่อแต้มทันที
"นี่ไงคะ 7-11"
ใจความเร่ืองนี้คือ
แขกทุกคนที่เดินทางออกมาจากพัทยา
จะได้ขนมปัง ไข่ต้ม และน้ำผลไม้ จากทัวร์
ถ้าหากเขาไม่อยากกิน หรือกินแล้วไม่อร่อย
เขาก็จะทิ้งมันทั้งกล่อง
(ไม่ต้องห่วงเรื่องอนามัย เพราะมันบรรจุอยู่ในกล่องเรียบร้อย)
จนกลายเป็น 7-11 ของชาวแพ!
"บางทีเขากินขนมแล้วไม่อร่อย ก็ทิ้งไงพี่แนน
ขนมบางทีก็ซื้อจาก 7-11 อยู่ในห่ออย่างดี
เขาไม่อยากกินแล้วก็ขี้เกียจเอากลับ
เสร็จพวกหนูนี่แหละ"
สรุป อดสะสมแสตมป์ตามเดิม
รอเวลาไปเที่ยว 7-11 เองก็ละกัน
ซึ่งความเจริญที่ฉันใช้เป็นมาตรวัด คือ 7-11
โดยความเจริญที่ใกล้ที่สุดจากแพฉัน ห่างไป 26 km.
เรียกว่าไกลเกินกว่าที่จะเดินไปซื้อสเลอปี้กินแน่นอน
ทุกวันนี้ความสุขของคนในแพ คือการได้ไปเที่ยว 7-11
"เห้ย วันนี้ไปท่าเสาเหรอ ฝากซื้อป๊อกกี้หน่อยดิ"
ใช่ เป็นเรื่องน่าประหลาดที่ร้านค้าแถวนี้ไม่ขายป๊อกกี้
อาจจะเพราะชาวบ้านแถวนี้ไม่นิยมขนมที่มีครีมหรือช๊อคโกแลตเป็นส่วนประกอบ
"โหยย ได้ไปหินดาดด้วย ฝากซื้อแยมโรล 7-11 หน่อย"
"วันนี้ป้าไม่อยู่ พี่เลยได้ไปเที่ยว 7-11"
การมาอยู่ที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกว่า 7-11 ช่างสูงส่งเหลือเกิน
จนกระทั่งเมื่อเช้า
ฉันเอาขนมปังไปให้เชอรี่ เชอรี่กินและบอกว่า
"ไม่อร่อยเลย ขนมปังฝรั่งเศสเนี่ย หนูซื้อกินที่ 7-11 หน้าบ้านอร่อยกว่า"
ฉันตาลุกวาว
"เชอรี่ ทำไมหน้าบ้านเรามี 7-11 ด้วยเหรอ?"
"มีสิคะ หนูแวะกันทุกเช้าอ่ะ นี่ไงเมื่อเช้าก็ซื้อมา"
"เห้ย มันอยู่ตรงไหน?!" ฉันกะสะสมแสตมป์ต่อแต้มทันที
"นี่ไงคะ 7-11"
ใจความเร่ืองนี้คือ
แขกทุกคนที่เดินทางออกมาจากพัทยา
จะได้ขนมปัง ไข่ต้ม และน้ำผลไม้ จากทัวร์
ถ้าหากเขาไม่อยากกิน หรือกินแล้วไม่อร่อย
เขาก็จะทิ้งมันทั้งกล่อง
(ไม่ต้องห่วงเรื่องอนามัย เพราะมันบรรจุอยู่ในกล่องเรียบร้อย)
จนกลายเป็น 7-11 ของชาวแพ!
"บางทีเขากินขนมแล้วไม่อร่อย ก็ทิ้งไงพี่แนน
ขนมบางทีก็ซื้อจาก 7-11 อยู่ในห่ออย่างดี
เขาไม่อยากกินแล้วก็ขี้เกียจเอากลับ
เสร็จพวกหนูนี่แหละ"
สรุป อดสะสมแสตมป์ตามเดิม
รอเวลาไปเที่ยว 7-11 เองก็ละกัน
วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : ตกเรือกันไหม?
วันนี้เกิดความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
เมื่อเช้า ฉันเช็คกุญแจ และเห็นว่ากุญแจยังขาดไป 2 ห้อง
และแน่นอนว่าฉันบอกไกด์ไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ด้วยความวุ่นวายช่วงเช้า
แพของทัวร์นั้นก็ล่องออกไปแบบสงบ
โดยที่ฉันไม่รู้เลยว่าไปตอนไหน
จนกระทั่ง..
มีฝรั่งเดินหน้าตามึนๆออกมา ตอน 8 โมงกว่า!
และบอกว่า ตัวเองอยู่ห้องที่ฉันบอกว่ากุญแจหายนั่นแหละ
แต่ประเด็นคือ ไกด์ลืมแขกอีก 4 คนได้ยังไง?!
ความผิดจึงมาตกที่ตัวฉัน ที่ไม่ยอมโวยวายขึ้นมาว่ากุญแจไม่ครบ
(อ่าว ไหงงั้น?)
แต่สิ่งที่ฉันกังวลกว่าคือ แขกจะไม่ได้ล่องแพ จะไม่ได้ทำกิจกรรมที่เป็น hi-light ของทริป
เพราะสุดท้ายรถบัสจะวนกลับมารับแทน
เมื่อแขกทั้ง 4 คนเดินมาที่ Lobby ฉันก็ถึงบางอ้อว่าทำไมเขาถึงไม่ได้ยินการปลุก
เพราะตอนที่คนไปปลุก..
เขานั่งกินอาหารเช้าอยู่ด้วยกันที่นี่แหละ!
แล้วคงจะกลับไปนอนหลังจากนั้น ตื่นมาอีกทีก็ตึ่ง.. คนหายไปหมดแล้ว
ป้าเจ้าของแพเครียดมาก รู้สึกถึงความผิดพลาดที่ไม่ควรให้อภัยของไกด์
..และฉัน
แขกทั้ง 4 สนุกสนาน กินข้าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำยังเอากล้องมาถ่ายรูปว่าตกเรือ
ทำให้ฉันได้คิดขึ้นมาว่า
เรื่องราวการมาเที่ยวของแต่ละคน ไม่ควรจะเหมือนกัน
สิ่งที่เราคิดว่าเป็นหายนะของการเดินทาง
มักเป็นเรื่องที่น่าจดจำเสมอ
คิดเทียบกับชีวิตของคน
เวลาที่เห็นเพื่อนหลายคนมีชีวิตที่ดี มีการทำงานที่ไต่เต้าไปตามลำดับ
บางทีฉันก็อดอิจฉาไม่ได้
เมื่อเทียบกับชีวิตที่ระหกระเหินของฉัน
ที่คาดเดาไม่ได้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
แต่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ก็อาจจะน่าเบื่อ
ชีวิตที่รู้อยู่แล้วว่าวันพรุ่งนี้จะต้องเดินซ้าย ก้าวขวา พยักหน้า 3 ที
อาจจะไม่เก๋เท่านึกไม่ออกเลยจริงๆว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
ทำให้เรากลายเป็นคนเตรียมพร้อมขึ้นกว่าเก่า
ทำให้เราเข้มแข็ง และพลิกแพลงตัวเองกับบทเรียนแต่ละวันให้ดีขึ้น
และพร้อมยิ้มให้กับเรื่องที่เกิดขึ้น (ในอนาคต)
แบบพวกเขาเหล่านี้
เมื่อเช้า ฉันเช็คกุญแจ และเห็นว่ากุญแจยังขาดไป 2 ห้อง
และแน่นอนว่าฉันบอกไกด์ไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ด้วยความวุ่นวายช่วงเช้า
แพของทัวร์นั้นก็ล่องออกไปแบบสงบ
โดยที่ฉันไม่รู้เลยว่าไปตอนไหน
จนกระทั่ง..
มีฝรั่งเดินหน้าตามึนๆออกมา ตอน 8 โมงกว่า!
และบอกว่า ตัวเองอยู่ห้องที่ฉันบอกว่ากุญแจหายนั่นแหละ
แต่ประเด็นคือ ไกด์ลืมแขกอีก 4 คนได้ยังไง?!
ความผิดจึงมาตกที่ตัวฉัน ที่ไม่ยอมโวยวายขึ้นมาว่ากุญแจไม่ครบ
(อ่าว ไหงงั้น?)
แต่สิ่งที่ฉันกังวลกว่าคือ แขกจะไม่ได้ล่องแพ จะไม่ได้ทำกิจกรรมที่เป็น hi-light ของทริป
เพราะสุดท้ายรถบัสจะวนกลับมารับแทน
เมื่อแขกทั้ง 4 คนเดินมาที่ Lobby ฉันก็ถึงบางอ้อว่าทำไมเขาถึงไม่ได้ยินการปลุก
เพราะตอนที่คนไปปลุก..
เขานั่งกินอาหารเช้าอยู่ด้วยกันที่นี่แหละ!
แล้วคงจะกลับไปนอนหลังจากนั้น ตื่นมาอีกทีก็ตึ่ง.. คนหายไปหมดแล้ว
ป้าเจ้าของแพเครียดมาก รู้สึกถึงความผิดพลาดที่ไม่ควรให้อภัยของไกด์
..และฉัน
แขกทั้ง 4 สนุกสนาน กินข้าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้ำยังเอากล้องมาถ่ายรูปว่าตกเรือ
ทำให้ฉันได้คิดขึ้นมาว่า
เรื่องราวการมาเที่ยวของแต่ละคน ไม่ควรจะเหมือนกัน
สิ่งที่เราคิดว่าเป็นหายนะของการเดินทาง
มักเป็นเรื่องที่น่าจดจำเสมอ
คิดเทียบกับชีวิตของคน
เวลาที่เห็นเพื่อนหลายคนมีชีวิตที่ดี มีการทำงานที่ไต่เต้าไปตามลำดับ
บางทีฉันก็อดอิจฉาไม่ได้
เมื่อเทียบกับชีวิตที่ระหกระเหินของฉัน
ที่คาดเดาไม่ได้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
แต่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ก็อาจจะน่าเบื่อ
ชีวิตที่รู้อยู่แล้วว่าวันพรุ่งนี้จะต้องเดินซ้าย ก้าวขวา พยักหน้า 3 ที
อาจจะไม่เก๋เท่านึกไม่ออกเลยจริงๆว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
ทำให้เรากลายเป็นคนเตรียมพร้อมขึ้นกว่าเก่า
ทำให้เราเข้มแข็ง และพลิกแพลงตัวเองกับบทเรียนแต่ละวันให้ดีขึ้น
และพร้อมยิ้มให้กับเรื่องที่เกิดขึ้น (ในอนาคต)
แบบพวกเขาเหล่านี้
วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : คำพูดที่มีค่า
ฉันทำงานที่แพ เริ่มต้นจาก 0
ทุกอย่างเริ่มใหม่หมด
ทักษะการทำความสะอาด การตัดต้นไม้ การดูแลพับผ้า การจัดห้อง
(ฯลฯ)
แน่นอนว่าทักษะแบบนี้ ล้วนเป็นทักษะที่จำเป็น
แต่ก็เหมือนกับเราต้องเขียนอธิบายว่าเราควรจะต้อง "ทำ" อย่างไร
รวมไปถึง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำได้จริงหรือเปล่า?
คุณลุงเจ้าของแพ เป็นคนขี้บ่น เรียกว่าขี้บ่นระดับชาติ
และมักจะ "พูด" ความคิดของตัวเอง (มักจะเป็นความคิดจากจิตสำนึกที่ดี)
ให้คนรอบข้างฟังอยู่เสมอ
การพูดของลุงมีตั้งแต่เกริ่น / สอน / บ่น / เตือน / ด่า / กร่นด่า / ขุดรากเหง้ามาตบหน้าด้วยคำพูด
ตามแต่สถานการณ์
แน่นอนว่าหลายคนส่ายหัว เวลาลุงพูด
เพราะคำพูดแต่ละคำของลุง ช่างเสียดแทงเหลือเกิน
ลุงสอนให้ทุกคน "สร้างระบบ" ในการทำงาน
เพื่อจะทำงานง่ายขึ้น ไม่เป็นภาระให้กับคนที่ต้องทำงานต่อจากตัวเอง
นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเห็นว่าจำเป็น และเห็นด้วยสุดพลัง
มีเพียงปัญหาเล็กๆข้อเดียว
.. ลุงไม่มีระบบในตัวเองสักนิด..
และเรื่องสำคัญคือ
ลุงไม่เคยโทษตัวเองเลยสักนิด
"ของที่อยู่ตรงนี้มันหายไปเพราะมีคนมาย้ายมัน" ลุงบ่นในวันที่มีคนเก็บของเวลาลุงวางระเกะระกะ
"วางของเรี่ยราด แล้วของก็หายทำไมไม่เก็บให้เป็นระบบ" ลุงบ่นในวันที่คนวางของแบบเดิมไม่ใช่ลุง
ปัญหาคือ ทุกคนผิดหมด ลุงถูกเสมอ
ระบบของลุง จึงไม่เคยได้รับความสนใจจากคนอื่น
พอกับคำบ่นของลุง ที่หลายคนฟังแบบผ่านไป แทนจะเก็บมาใส่ใจ
คำพูดพี่เล็กทำฉันผู้ตัดกิ่งไม้อยู่น้ำตาคลอนิดๆ
ทุกอย่างเริ่มใหม่หมด
ทักษะการทำความสะอาด การตัดต้นไม้ การดูแลพับผ้า การจัดห้อง
(ฯลฯ)
แน่นอนว่าทักษะแบบนี้ ล้วนเป็นทักษะที่จำเป็น
แต่ก็เหมือนกับเราต้องเขียนอธิบายว่าเราควรจะต้อง "ทำ" อย่างไร
รวมไปถึง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำได้จริงหรือเปล่า?
-------------------------------------------------------------
คุณลุงเจ้าของแพ เป็นคนขี้บ่น เรียกว่าขี้บ่นระดับชาติ
และมักจะ "พูด" ความคิดของตัวเอง (มักจะเป็นความคิดจากจิตสำนึกที่ดี)
ให้คนรอบข้างฟังอยู่เสมอ
การพูดของลุงมีตั้งแต่เกริ่น / สอน / บ่น / เตือน / ด่า / กร่นด่า / ขุดรากเหง้ามาตบหน้าด้วยคำพูด
ตามแต่สถานการณ์
แน่นอนว่าหลายคนส่ายหัว เวลาลุงพูด
เพราะคำพูดแต่ละคำของลุง ช่างเสียดแทงเหลือเกิน
ลุงสอนให้ทุกคน "สร้างระบบ" ในการทำงาน
เพื่อจะทำงานง่ายขึ้น ไม่เป็นภาระให้กับคนที่ต้องทำงานต่อจากตัวเอง
นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเห็นว่าจำเป็น และเห็นด้วยสุดพลัง
มีเพียงปัญหาเล็กๆข้อเดียว
.. ลุงไม่มีระบบในตัวเองสักนิด..
และเรื่องสำคัญคือ
ลุงไม่เคยโทษตัวเองเลยสักนิด
"ของที่อยู่ตรงนี้มันหายไปเพราะมีคนมาย้ายมัน" ลุงบ่นในวันที่มีคนเก็บของเวลาลุงวางระเกะระกะ
"วางของเรี่ยราด แล้วของก็หายทำไมไม่เก็บให้เป็นระบบ" ลุงบ่นในวันที่คนวางของแบบเดิมไม่ใช่ลุง
ปัญหาคือ ทุกคนผิดหมด ลุงถูกเสมอ
ระบบของลุง จึงไม่เคยได้รับความสนใจจากคนอื่น
พอกับคำบ่นของลุง ที่หลายคนฟังแบบผ่านไป แทนจะเก็บมาใส่ใจ
------------------------------------------------------------
นอกจากเชอรี่แล้ว ยังมีคนงานอีกคนที่ขยันจนมดเรียกพี่
เขาชื่อ "พี่เล็ก" เป็นสาวมอญ สัญชาติพม่า นัยตาคม
พี่เล็กทำงานได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ปลูกต้นไม้ ตัดแต่ง ขัด ถู ปูเตียง ฯลฯ
เรียกว่าขอให้บอกเถอะ พี่เล็กจัดให้!
ฉันทำงานกับพี่เล็กหลายวันแล้ว
แต่วันนี้เป็นวันที่ intensive course สุด ต้องอยู่ด้วยกัน 2 : 2
จึงมีเวลาคุยกันมากหน่อย
พี่เล็กแตกต่างจากคนอื่น ตรงที่พี่เล็กช่างคิด เอาใจเขาใส่ใจเรา
และตั้งใจทำงานอย่างประเสริฐ
ในบทสนทนาฉันเผลอพูดโดยไม่ทันคิดว่า
"อยากขยันแบบพี่เล็กบ้างจัง.."
"พี่ว่าน้องแนนก็ขยันนะ ก็เห็นทำอะไรตลอด"
"ตายจริง ดีใจจังที่พี่เล็กชม แถมชมว่าขยันนี่..สุดยอด"
"คนเรามันขยันกันได้หลายแบบนะ บางคนขยันเรื่องเบาๆ"
เอ่อะ คำนี้ทำให้ฉันต้องคิด ว่าอะไรคือการขยันเรื่องเบา
อาจจะเป็นเร่ืองไร้สาระละมั๊ง
"น้องแนนไม่คิดถึงแม่บ้างเหรอ?"
"คิดถึงสิ อยากกลับกรุงเทพฯจะตาย"
"อดทนนะ คิดถึงก็กลับบ้านบ้าง"
คำพูดพี่เล็กทำฉันผู้ตัดกิ่งไม้อยู่น้ำตาคลอนิดๆ
และมีแรงที่จะทำสิ่งต่างๆต่อไป
อย่างน้อยก็ในวันนี้
------------------------------------------------------------
มองย้อนกลับไป ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันทำอะไรหลายอย่าง
ที่คิดว่าชาตินี้ก็ทำไม่ได้
แต่ฉันสามารถทำมันจนกลายเป็นชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว
ฉันตื่นตี 5 ครึ่ง มาเริ่มทำงาน
ฉันทำงานได้หลายหลากรูปแบบ
สุดท้ายบทเรียนที่เราคิดว่าเราจะทำ เราจะเรียน
มันอาจจะต้องเริ่มจากสิ่งง่ายๆ
คือการ "ทำ" ให้มากกว่า "พูด"
เพราะถ้าคนยอมรับในการกระทำของเรา
เราจะพูดคำสั้นๆ เพียงเล็กน้อย
มันจะเป็นคำที่ยิ่งใหญ่เสมอ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)