มันเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรที่เล็กมากๆ
มันเกิดจาก เสียง "ตื้อดึ่ง" ของ Line
มันคือเสียง Line ของพนักงานคนหนึ่ง ที่ดังมาในช่วงเวลาพักเที่ยง
พ่อฉันเริ่มพูด ในขณะที่ฉันเองก็กำลังระรัวนิ้วพิมพ์ไลน์
"นี่มันเป็นไวรัส ไอ้พวกเกมออนไลน์ ทำให้ไม่รู้จักทำงานทำการ เล่นกันตลอดเวลา"
ฉันเหลือบตาขึ้นมามองเล็กน้อย
..แล้วเล่นต่อ
"คนพวกนี้นะ เราต้องเหยียบให้มันอยู่ในที่ของมัน อย่าให้มันเริ่มคิดจะทำอะไร
เพราะมันคิดไม่เป็น มันโง่ มัน..."
แล้วพ่อก็เริ่มบ่นอะไรบางอย่าง ที่ขอละไว้ในการพิมพ์
เพราะขนาดฟัง ฉันยังอยากจะกดปุ่ม mute ให้ไม่ได้ยินเสียงพ่อเลย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น
ทำให้ฉันคิดต่อไป
เราควรจะทำอย่างไร เพื่อจะจัดการลูกน้อง(หรือลูกทีม)
ให้ทำงานกับเราอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
ในโลกที่ทุกคนเสพติด Social Media?
และอีกประเด็นที่ฉันกังขาขึ้นมาเบาๆ
อะไรทำให้คนเรา กล้าจะแบ่งชนชั้นกับคนอื่น
คนที่มีโอกาสน้อยกว่าเรา?
อยากรู้ว่า ถ้าพ่อต้องไปนั่งคุยกับ Bill Gates หรือคนดังระดับโลกสักคน
พ่อจะทำยังไง?
มันน่าแปลก ที่วันนึง เมื่อเราโตอยู่ในจุดที่คนเริ่มมองเห็น
เรากลับเลือกที่จะไม่มองคนอื่นในระดับเดียวกับเรา
แม้จะเป็นเรื่องธรรมดา ที่คนบนเวที จะมองเห็นคนล่างเวทีได้ไม่ชัด
แต่อย่างน้อย ถ้าเราต้องการจะสื่อสารกับคนข้างล่าง
เราอาจจะต้องพยายามมากกว่าเดิมหรือเปล่า?
ฉันอาจจะเป็นเด็ก
ฉันจึงคิดอะไรแบบเด็กๆ
และหลายครั้ง ออกแนวจะเป็นเด็กโง่ด้วยซ้ำ
ฉันรู้สึกว่าทุกคน ควรมีความสุขในการทำงาน
งานที่ทำ ถ้าทำเพื่อให้ได้เงินอย่างเดียว
ลาออกเหอะ
เงิน ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้ เป็นเร่ืองจริง
แต่เงิน ไม่สามารถทำให้เราตอบโจทย์ชีวิตได้ในหลายๆ เรื่อง
อย่างน้อย ก็เช่นเรื่องการที่เราภูมิใจกับสิ่งที่ทำอยู่หรือเปล่า?
ถ้าเราทุกคน ไม่เคยมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำ
สิ่งที่เราทำ อาจจะมีประโยชน์ต่อคนเป็นร้อย
แต่กลับไม่มีความหมายต่อคนที่สำคัญที่สุด
นั่นคือ "ตัวเรา" เอง
ทุกวันนี้ ฉันทำงานที่ฉันไม่ได้รัก
แต่ฉันรู้ว่าฉันทำมันได้
งานที่ฉันทำ อาจจะไม่ใช่ครีเอทีฟ นั่งในห้องแอร์ เหมือนเมื่อก่อน
มันเป็นแค่การเจอกับชาวบ้าน ทำความสะอาด เก็บกวาดใบไม้
แต่ฉันก็เลือกจะมองมันในมุมที่ว่า
"ถ้าไม่มีใครทำ คนที่มาเที่ยวจะต้องเจอกับที่สกปรกนะ นี่มันเป็นงานระดับประเทศนะ"
"ถ้าไม่กวาดใบไม้ มันจะเหมือนที่รกร้างอาจมีงู เราต้องสร้างความปลอดภัย"
"ถ้าไม่รดน้ำต้นไม้ ต้นไม้จะตาย เรากำลังสร้างออกซิเจนให้โลก"
ฯลฯ
งานง่ายๆ ที่ทำให้ฉันมองโลกเปลี่ยนไป
งานที่ทำให้ฉันมองว่า ทุกคนมีความหมายในทุกตำแหน่ง
ตัดกลับมาอีกครั้ง
เรื่องคุณค่าของงานที่ทำ
ฉันเห็นคุณค่าของงานทุกงานที่ฉันทำ
แต่ฉันจะสนุกกับมันถึงเมื่อไหร่?
ไม่มีใครรู้หรอก
การอยู่ที่นี่ ฉันมีเป้าหมายของฉัน
ถ้าวันนึง มันบรรลุแล้ว
ฉันก็ไปเหมือนกัน
เพราะ..
ไม่มีใครควรต้องอดทนทำ
ในสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกแย่กับตัวเอง
ตัดภาพกลับมาอีกที
พ่อฉันยังคงพูดเรื่องน่าเบื่อๆ เหมือนฉันดูละคร ลูกทาส อยู่
ยุคสมัย เปลี่ยนไปประมาณชาติเศษแล้ว
ไม่มีใคร ต้องทำงานให้ใครแบบขี้ข้าอีกต่อไป
โลกของนายจ้างต้องหัดมีความคิดแบบ
"เอาใจเขามาใส่ใจเรา" เสียบ้าง
หมดเวลาเป็นเจ้าเหนือชีวิตใคร
ความจำเป็นของทุกคน มีความสำคัญเท่ากัน
คนจนจะไปส่งลูก
คนรวยจะไปส่งลูก
เนื้อหาสาระ ก็สำคัญเหมือนกัน
ตลกดี ที่เราอยู่ในโลกที่คอยบอก
อยากสร้างความปรองดอง อยากให้ทุกคนอยู่อย่างสันติ
แต่กลับเลือกจะแบ่งชนชั้นกันทุกทาง
หมายเหตุ
: เรื่องนี้ ไม่ได้ต้องการจะกล่าวถึงบุพการีในทางที่ไม่ควร แค่รู้สึกว่าคนเราทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงออกทางความคิดเห็น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เอาหมายเหตุใหม่ดีกว่า เผื่อคนจะมองว่าเรานิสัยไม่ดี
: เรื่องข้างต้น เป็นเร่ื่องราวสมมติ ตัวละครทุกตัวที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการยกตัวอย่าง หากมีการร้อนตัว หรือด้วยเหตุอันใด ขอบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับดิฉันโดยสมบูรณ์แบบ
สวัสดี
วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557
วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557
สาสน์จากแพกาญฯ : การร่ำลาที่ไม่มีคำว่า "บ๊ายบาย"
อากาศร้อนเริ่มวนมาในชีวิต
เสื้อกันหนาวที่เคยหวงแหนนักหนา
ตอนนี้อยากเอาไปปาหัวหมาทิ้ง
นี่คือสัญญาณของ Low Season
ซึ่งเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวจะสงบเสงี่ยม
ทัวร์ที่เคยวนเวียนมาวันละหลายบัส
จะเริ่มถอยมาเหลือน้อยลง
หลายคนบอกมันเป็นช่วงเวลาตกงาน
หลายคนบอกมันเป็นช่วงเวลาของการท่องเที่ยว
สำหรับฉัน มันคงเป็นช่วงเวลาที่ฉันจะได้เตรียมตัวสอบ IELTS สักที
และในทุกการเปลี่ยนแปลง
ก็มีการเปลี่ยนแปลง
พี่เก่ง ลาออก
และกลับไปสู่ที่ที่เขาจากมา
"เชียงใหม่"
เรื่องของการจากไปของพี่เก่ง
เป็นเรื่องที่ฉันได้ยินมานาน จนคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เลื่อนลอย
ใครต่อใครมักบ่นเรื่องจะลาออกจากงาน
ฉันจึงไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของพี่เก่งมากนัก
จนกระทั่งเหตุผลต่างๆ เริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
"ผมว่าร่างกายผมเริ่มไม่ไหวแล้ว"
"ลูกชายผมมันไม่อยากเรียนต่อ มันบอกมันอยากทำงาน"
"บ้านผมไม่มีใครช่วยงานเลย มีแต่คนแก่ทั้งนั้นด้วย"
ฯลฯ
ยังไม่รวมถึงเรื่องกดดันจากป้า และลุง และใครอีกมากมาย
มันเป็นมุมมองความกดดันจากมุมต่าง
คนจ่ายเงิน รู้สึกอยากได้การทำงานที่คุ้มค่า
คนทำงาน รู้สึกอยากได้เงินที่คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป
"ผมจะกลับวันที่ 9 มีนานี้แล้ว ที่บ้านผมจะขับรถมารับ"
นี่คือประโยคที่ฉันฟังแล้วยืนนิ่งไปสักพัก
"วันนั้นเราไม่อยู่ด้วยดิ กลับบ้าน" ฉันบอก
โดยที่รู้ว่าคนฟังก็คงไม่สามารถจะรอฉันกลับมา
"โหย อดปาร์ตี้อำลาเลย" พี่เก่งแค่นหัวเราะ
บอกตรงๆ ฉันพูดไม่ถูกว่าฉันดีใจ หรือเสียใจ
ในวันที่เพื่อนคนแรกของฉันจะจากสถานที่นี้ไป
1 วัน ก่อนฉันจะกลับกรุงเทพฯ เป็นวันที่ทั้งป้าและลุงเดินทางไปเชียงใหม่
ไม่เกี่ยวกับการกลับบ้านของพี่เก่ง
ทั้งคู่แค่ไปเที่ยว
วันนั้น พี่เก่งไลน์มา
"พี่น้อง ไปเปิดหูเปิดตากันดีกว่า"
พอฉันเปิดอ่าน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เปิดมาเป็นพี่เก่ง
"ไปๆ ไปกินลมกันสักหน่อยดีกว่า"
"จะไปกันยังไงล่ะ กุญแจรถก็ไม่มี" ฉันถาม
"เดี๋ยวยืมรถใครไปก็ได้ เยอะแยะ"
เราทั้งคู่จึงยืมรถน้องชายพี่โทนไป
มอเตอร์ไซด์เบรคไม่ดีคันนั้น
ขับพาเราออกไปตามเส้นทางที่ฉันไม่เคยไป
"เวลาขี่มาทางนี้ มันออกถนนใหญ่ง่ายกว่า
จะได้ไม่ต้องไปอ้อม" พี่เก่งพาฉันมาเพื่อบอกเส้นทาง
พี่เก่งขี่มอไซด์ช้ามาก
"พี่เก่ง ขี่มอไซค์เก่งประเนี่ย?!"
"โอ้ย ขึ้นอยู่กับว่า เราวัดความเก่งกันที่อะไรมั้งครับ"
แล้วเราทั้งคู่ก็ไปร้านกาแฟประจำ ตรงไทรโยคใหญ่
นั่งกินกาแฟ ตอนเกือบเที่ยง
ลมร้อนพัดมาตีหน้า แต่เมื่อนั่งในที่ร่ม
มันก็ราวกับเป็นลมเย็น
บทสนทนาต่างๆ พรั่งพรูออกมาเช่นเดิม
เราทั้งคู่ ไม่พูดถึงเรื่องการกลับบ้านของเขา
รวมถึงไม่พูดด้วยว่า การออกมาครั้งนี้
..คงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนพี่เก่งกลับบ้าน
คืนนั้น ฉันเขียนโปสการ์ดถึงพี่เก่ง
แนบใส่หนังสือ "ประโยคย้อนแสง" ของประภาส
และฝากให้พี่เก่งในวันที่เขากลับบ้าน
แล้วตัวฉันก็เดินทางกลับกทม.
มันเป็นเรื่องที่น่าแปลก
บางการร่ำลา
ก็ไม่สมควรมีคำลา
บางทีเราอาจจะเศร้าเพราะโลกนี้มีคำว่า "บ๊ายบาย"
สุดท้าย วันที่พี่เก่งออกเดินทาง
ฉันไลน์มาหาเขาจากกทม. เพื่อถามเขาว่าออกเดินทางหรือยัง
รวมถึงได้ของที่ฉันฝากไว้ไหม?
"ได้แล้วครับ กำลังอ่านอยู่เลย"
"ผมเชื่อว่า เราต้องได้เจอกันอีก"
มิตรภาพมันก็แบบนี้แหละ
อาจจะต้องจากกันไป เพื่อแยกกันไปเติบโต
แต่ก็รู้ว่า ยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกัน
ฉันยิ้มเมื่ออ่าน
เพราะประโยคสุดท้ายที่ฉันเขียนในโปสการ์ดคือ
"see you next station : Chiang Mai!!"
การที่คนเราได้เจอกัน
ครั้งแรก เพราะเราสมควรจะเจอกัน
จากนั้น เพราะเราอยากเจอกัน
..แล้วเจอกันนะทุกคน!
เสื้อกันหนาวที่เคยหวงแหนนักหนา
ตอนนี้อยากเอาไปปาหัวหมาทิ้ง
นี่คือสัญญาณของ Low Season
ซึ่งเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวจะสงบเสงี่ยม
ทัวร์ที่เคยวนเวียนมาวันละหลายบัส
จะเริ่มถอยมาเหลือน้อยลง
หลายคนบอกมันเป็นช่วงเวลาตกงาน
หลายคนบอกมันเป็นช่วงเวลาของการท่องเที่ยว
สำหรับฉัน มันคงเป็นช่วงเวลาที่ฉันจะได้เตรียมตัวสอบ IELTS สักที
และในทุกการเปลี่ยนแปลง
ก็มีการเปลี่ยนแปลง
พี่เก่ง ลาออก
และกลับไปสู่ที่ที่เขาจากมา
"เชียงใหม่"
เรื่องของการจากไปของพี่เก่ง
เป็นเรื่องที่ฉันได้ยินมานาน จนคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เลื่อนลอย
ใครต่อใครมักบ่นเรื่องจะลาออกจากงาน
ฉันจึงไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของพี่เก่งมากนัก
จนกระทั่งเหตุผลต่างๆ เริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
"ผมว่าร่างกายผมเริ่มไม่ไหวแล้ว"
"ลูกชายผมมันไม่อยากเรียนต่อ มันบอกมันอยากทำงาน"
"บ้านผมไม่มีใครช่วยงานเลย มีแต่คนแก่ทั้งนั้นด้วย"
ฯลฯ
ยังไม่รวมถึงเรื่องกดดันจากป้า และลุง และใครอีกมากมาย
มันเป็นมุมมองความกดดันจากมุมต่าง
คนจ่ายเงิน รู้สึกอยากได้การทำงานที่คุ้มค่า
คนทำงาน รู้สึกอยากได้เงินที่คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป
"ผมจะกลับวันที่ 9 มีนานี้แล้ว ที่บ้านผมจะขับรถมารับ"
นี่คือประโยคที่ฉันฟังแล้วยืนนิ่งไปสักพัก
"วันนั้นเราไม่อยู่ด้วยดิ กลับบ้าน" ฉันบอก
โดยที่รู้ว่าคนฟังก็คงไม่สามารถจะรอฉันกลับมา
"โหย อดปาร์ตี้อำลาเลย" พี่เก่งแค่นหัวเราะ
บอกตรงๆ ฉันพูดไม่ถูกว่าฉันดีใจ หรือเสียใจ
ในวันที่เพื่อนคนแรกของฉันจะจากสถานที่นี้ไป
1 วัน ก่อนฉันจะกลับกรุงเทพฯ เป็นวันที่ทั้งป้าและลุงเดินทางไปเชียงใหม่
ไม่เกี่ยวกับการกลับบ้านของพี่เก่ง
ทั้งคู่แค่ไปเที่ยว
วันนั้น พี่เก่งไลน์มา
"พี่น้อง ไปเปิดหูเปิดตากันดีกว่า"
พอฉันเปิดอ่าน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เปิดมาเป็นพี่เก่ง
"ไปๆ ไปกินลมกันสักหน่อยดีกว่า"
"จะไปกันยังไงล่ะ กุญแจรถก็ไม่มี" ฉันถาม
"เดี๋ยวยืมรถใครไปก็ได้ เยอะแยะ"
เราทั้งคู่จึงยืมรถน้องชายพี่โทนไป
มอเตอร์ไซด์เบรคไม่ดีคันนั้น
ขับพาเราออกไปตามเส้นทางที่ฉันไม่เคยไป
"เวลาขี่มาทางนี้ มันออกถนนใหญ่ง่ายกว่า
จะได้ไม่ต้องไปอ้อม" พี่เก่งพาฉันมาเพื่อบอกเส้นทาง
พี่เก่งขี่มอไซด์ช้ามาก
"พี่เก่ง ขี่มอไซค์เก่งประเนี่ย?!"
"โอ้ย ขึ้นอยู่กับว่า เราวัดความเก่งกันที่อะไรมั้งครับ"
แล้วเราทั้งคู่ก็ไปร้านกาแฟประจำ ตรงไทรโยคใหญ่
นั่งกินกาแฟ ตอนเกือบเที่ยง
ลมร้อนพัดมาตีหน้า แต่เมื่อนั่งในที่ร่ม
มันก็ราวกับเป็นลมเย็น
บทสนทนาต่างๆ พรั่งพรูออกมาเช่นเดิม
เราทั้งคู่ ไม่พูดถึงเรื่องการกลับบ้านของเขา
รวมถึงไม่พูดด้วยว่า การออกมาครั้งนี้
..คงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนพี่เก่งกลับบ้าน
คืนนั้น ฉันเขียนโปสการ์ดถึงพี่เก่ง
แนบใส่หนังสือ "ประโยคย้อนแสง" ของประภาส
และฝากให้พี่เก่งในวันที่เขากลับบ้าน
แล้วตัวฉันก็เดินทางกลับกทม.
มันเป็นเรื่องที่น่าแปลก
บางการร่ำลา
ก็ไม่สมควรมีคำลา
บางทีเราอาจจะเศร้าเพราะโลกนี้มีคำว่า "บ๊ายบาย"
สุดท้าย วันที่พี่เก่งออกเดินทาง
ฉันไลน์มาหาเขาจากกทม. เพื่อถามเขาว่าออกเดินทางหรือยัง
รวมถึงได้ของที่ฉันฝากไว้ไหม?
"ได้แล้วครับ กำลังอ่านอยู่เลย"
"ผมเชื่อว่า เราต้องได้เจอกันอีก"
มิตรภาพมันก็แบบนี้แหละ
อาจจะต้องจากกันไป เพื่อแยกกันไปเติบโต
แต่ก็รู้ว่า ยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกัน
ฉันยิ้มเมื่ออ่าน
เพราะประโยคสุดท้ายที่ฉันเขียนในโปสการ์ดคือ
"see you next station : Chiang Mai!!"
การที่คนเราได้เจอกัน
ครั้งแรก เพราะเราสมควรจะเจอกัน
จากนั้น เพราะเราอยากเจอกัน
..แล้วเจอกันนะทุกคน!
วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
สาส์นจากแพกาญฯ : การตัดสินใจและคำพิพากษา
มีเรื่องราวความรักแบบความลับจะมาบอก
คือจริงๆแล้ว ก่อนหน้านี้มันถือเป็นความลับมาก
ลับจนเราไม่กล้าจะเอามาเขียนใส่พื้นที่ตรงนี้
เลยได้แต่จดใส่ไดอารี่ตัวเองเบาๆ
เชอรี่ กับ พี่เก่ง
"เป็นแฟนกัน!!"
โดยที่ทั้งคู่ แอบคบหากันมาสักพัก
สาเหตุการแอบก็คือ
๑. เชอรี่มีสามีแล้ว แม้เธอจะไม่ได้รักเขา แต่เขาก็เป็นสามีตามประเทณีของเธอ
๒. ญาติเชอรี่ไม่มีใครชอบพี่เก่งเลย เพราะพี่เก่งแก่กว่ามากๆ แถมกินเหล้า สูบบุหรี่ แล้วยังสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์อีก
เอาเป็นว่า เรื่องนี้ก็นับเป็นเรื่องต่างคนต่างมุมมองมากๆ
คนนึง เป็นสาวชาวพม่า ทำงานคล่องแคล่ว ขยันเกินใคร
แต่ในสายตาคนอื่นอาจจะเป็นเพียงแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีการศึกษา
คนนึง เป็นผู้ชายติดส์แตก ความสามารถล้นเหลือ ส่วนจะใช้หรือไม่ก็แล้วแต่อารมณ์
แต่ในสายตาคนอื่นอาจจะเป็นเพียงผู้ชายตัวเล็ก เรี่ยวแรงไม่มี แถมขี้เหล้าเมายา ขี้เกียจอีกต่างหาก
เรื่องดราม่าจึงเกิดขึ้น
จากความรักที่ดูเหมือนเรื่องในนิยาย
จึงกลายเป็นละครน้ำเน่าที่ใครหลายคนไม่อยากดู
ทุกฝ่าย กดดัน ทุกคน
ช่วงที่ผ่านมาจึงเป็นช่วงที่ปวดหัวมากๆ
เพราะทุกคนพยายามพูดนั่นนี่กับฉัน
ผู้ซึ่ง "ไม่พูด" อะไรกับเรื่องนี้
"มันรู้อยู่แล้วว่าเขามีผัว มันยังกล้ายุ่ง"
"ทั้งสองคนเขาไม่เหมาะกันเลย อย่างเก่งควรจะได้ผู้หญิงเก่งๆ เพราะตัวมันขี้เกียจ"
"มันโกหกว่าผัวมาขอเลิกมัน ที่จริงมันต่างหากบอกเลิกผัวมัน"
"ถ้าเชอรี่ได้เก่งไปนะ ถือเป็นกรรมของมันแหละ อย่างเชอรี่ต้องได้คนช่วยกันทำมาหากิน"
"อะไรนะ จะย้ายไปเชียงใหม่ด้วยกัน เห๊อะ! อยู่ไม่ได้หรอก"
"นี่มันได้เสียกันหรือยัง?"
"รัก รักบ้าบออะไร ไม่มีศีลธรรม"
ระหว่างที่เกิดเรื่องราว
ฉันคิดถึงเรื่อง "คำพิพากษา" ของ ชาต กอบจิตติ
"ฟักได้ถูกพิพากษา ไปแล้วจากขี้ปากและการกระทำของผู้คนเหล่านั้น"
หลายครั้งในชีวิต
ฉันแอบถามตัวเองเบาๆ
"เรามีสิทธิ์ตัดสินใครด้วยเหรอ?"
คือจริงๆแล้ว ก่อนหน้านี้มันถือเป็นความลับมาก
ลับจนเราไม่กล้าจะเอามาเขียนใส่พื้นที่ตรงนี้
เลยได้แต่จดใส่ไดอารี่ตัวเองเบาๆ
เชอรี่ กับ พี่เก่ง
"เป็นแฟนกัน!!"
โดยที่ทั้งคู่ แอบคบหากันมาสักพัก
สาเหตุการแอบก็คือ
๑. เชอรี่มีสามีแล้ว แม้เธอจะไม่ได้รักเขา แต่เขาก็เป็นสามีตามประเทณีของเธอ
๒. ญาติเชอรี่ไม่มีใครชอบพี่เก่งเลย เพราะพี่เก่งแก่กว่ามากๆ แถมกินเหล้า สูบบุหรี่ แล้วยังสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์อีก
เอาเป็นว่า เรื่องนี้ก็นับเป็นเรื่องต่างคนต่างมุมมองมากๆ
คนนึง เป็นสาวชาวพม่า ทำงานคล่องแคล่ว ขยันเกินใคร
แต่ในสายตาคนอื่นอาจจะเป็นเพียงแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีการศึกษา
คนนึง เป็นผู้ชายติดส์แตก ความสามารถล้นเหลือ ส่วนจะใช้หรือไม่ก็แล้วแต่อารมณ์
แต่ในสายตาคนอื่นอาจจะเป็นเพียงผู้ชายตัวเล็ก เรี่ยวแรงไม่มี แถมขี้เหล้าเมายา ขี้เกียจอีกต่างหาก
เรื่องดราม่าจึงเกิดขึ้น
จากความรักที่ดูเหมือนเรื่องในนิยาย
จึงกลายเป็นละครน้ำเน่าที่ใครหลายคนไม่อยากดู
ทุกฝ่าย กดดัน ทุกคน
ช่วงที่ผ่านมาจึงเป็นช่วงที่ปวดหัวมากๆ
เพราะทุกคนพยายามพูดนั่นนี่กับฉัน
ผู้ซึ่ง "ไม่พูด" อะไรกับเรื่องนี้
"มันรู้อยู่แล้วว่าเขามีผัว มันยังกล้ายุ่ง"
"ทั้งสองคนเขาไม่เหมาะกันเลย อย่างเก่งควรจะได้ผู้หญิงเก่งๆ เพราะตัวมันขี้เกียจ"
"มันโกหกว่าผัวมาขอเลิกมัน ที่จริงมันต่างหากบอกเลิกผัวมัน"
"ถ้าเชอรี่ได้เก่งไปนะ ถือเป็นกรรมของมันแหละ อย่างเชอรี่ต้องได้คนช่วยกันทำมาหากิน"
"อะไรนะ จะย้ายไปเชียงใหม่ด้วยกัน เห๊อะ! อยู่ไม่ได้หรอก"
"นี่มันได้เสียกันหรือยัง?"
"รัก รักบ้าบออะไร ไม่มีศีลธรรม"
ฯลฯ
ระหว่างที่เกิดเรื่องราว
ฉันคิดถึงเรื่อง "คำพิพากษา" ของ ชาต กอบจิตติ
"ฟักได้ถูกพิพากษา ไปแล้วจากขี้ปากและการกระทำของผู้คนเหล่านั้น"
หลายครั้งในชีวิต
ฉันแอบถามตัวเองเบาๆ
"เรามีสิทธิ์ตัดสินใครด้วยเหรอ?"
“อย่าตัดสินผู้อื่น แล้วท่านจะไม่ถูกตัดสิน”
(มธ 7:1)
เรื่องราวหลายอย่างในโลกนี้
หลายครั้ง เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ
หลายสิ่ง เกิดขึ้นด้วยเหตุผลบ้าๆ
หลายอย่าง เกิดขึ้นด้วยการตัดสินใจโง่ๆ
แต่สิ่งเหล่านั้นก็เป็นขับเคลื่อนโลกใบนี้
และในตอนตบของเรื่องหลายๆเร่ือง กลับดีอย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย!
เชอรี่มาปรึกษาฉัน
"พี่แนน ในชีวิตหนูนะ หนูอยู่ในกรอบมาโดยตลอด
หนูทำดีมาโดยตลอด ชีวิตหนูดีนะพี่แนน
แต่มันไม่มีความสุขเลย
ตอนนี้หนูแค่อยากมีอิสระ
หนูไม่ได้อยากมีผัวนะ หนูแค่อยากทำในสิ่งที่หนูอยากทำได้
หนูเจอใคร หนูยิ้มให้เขาได้
หนูถามเขาได้ว่า เขากินอะไรหรือยัง
แค่นั้นเองพี่แนน
สุดท้ายนะพี่แนน หนูไม่รู้เลยว่าหนูจะทำยังไงต่อไปดี
สิ่งที่หนูเลือก ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ชอบเลย"
ด้วยอะไรก็ตามที่เชอรี่มาถามคนบ้าบอแบบฉัน
คำตอบที่ได้ จึงบ้าบอพอๆกัน
"พี่พูดตรงๆ นะ พี่ไม่ใช่คนดี
พี่ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย
หลายอย่างที่พี่ตัดสินใจ มันทำให้พี่โคตรเสียใจ
แต่สุดท้าย ถ้าให้พี่ย้อนเวลากลับไป
พี่ว่า..พี่ก็คงเลือกที่จะเสียใจแบบเดิม
เพราะมันเป็นบทเรียนให้กับพี่
วันนี้เชอรี่ต้องตัดสินใจในสิ่งที่ยากมากๆ
นอกจากหัวข้อจะยากแล้ว
สำหรับคนที่ไม่เคยติดสินใจอะไรเองแบบเชอรี่
มันคงจะยากยิ่งกว่า
สำหรับพี่นะ
การตัดสินใจที่ส่งผลให้ชีวิตเราชิบหาย
แต่มันเป็นการตัดสินใจ "ของเรา"
ก็ยังดีกว่าการที่เราไม่เคยได้ตัดสินใจอะไรเองเลย"
ตอนนี้ เชอรี่ลาออก
ขอไปลองใช้ชีวิตที่ไม่มีแอก
และไม่มีคำพูดหรือความคาดหวังของคนอื่นบนบ่า
แม้มันจะไม่ใช่ทางเลือกที่หลายคนพอใจ
แต่มันก็เป็นทางที่เชอรี่พึงใจ
หวังว่าทุกคนที่กำลังอ่านอยู่จนถึงบรรทัดนี้
จะมีความกล้าในการตัดสินใจ
และกล้าที่จะรับผลที่ตามมาของมันได้
โดยไม่กลัว "คำพิพากษา" ของคนอื่น
ชีวิต "โคตร" สั้น
ใช้มันให้เป็นของเรากันเถอะ
วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557
สาส์นจากแพกาญฯ : ความรักคืออะไร ใครตอบได้ช่วยตอบที~
เร่ืองเริ่มต้นจากบ่ายวันหนึ่ง ที่ฉันต้องมาเก็บใบไม้กองยักษ์ที่ตัดเอาไว้
เมื่ออยู่กับพี่เก่งทีไร เรามักมีเร่ืองคุยกันที่คนอื่นมักจะมองว่ามันไร้สาระสิ้นดี
"พี่ว่า ความรักมันคืออะไรเหรอ?" ฉันถาม
พี่เก่งเงียบไปครู่นึง
"เอาจริงๆ ผมก็คิดเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน"
นี่คือข้อดีของพี่เก่ง
เขาไม่เคยมองว่าคำถามทุกคำถามจากฉันเป็นเรื่องเวิ่นเว้อ
"ถ้าความรักมันคือการต้องทำทุกอย่างให้ได้มา มันเรียกว่าความรักไหม?"
พี่เก่งถามกลับ
"ไม่รู้สิ เราว่าความรักมันเป็นเรื่องของการอยากเห็นเขามีความสุข
..แม้ว่ามันจะหมายถึงเราไม่ได้มีส่วนร่วมตรงนั้นหรือเปล่า?"
ฉันตอบแบบนางเอก
"คือ..ถ้าเรารักใคร เราต้องปล่อยเขาไป แบบนั้นเรียกว่าความรัก?" พี่เก่งถามซ้ำ
"อืม ก็ถ้าปล่อยไป แล้วเขายังกลับมาหาเรา นั่นคงเป็นความรัก"
"หรือผมต้องบอกว่า ความรักคือการให้ เอาแบบหล่อๆ" พี่เก่งเริ่มกวนกลับ
"บ้า ก็ถ้าคิดว่ามันไม่ใช่ก็ไม่ใช่เส่ะ แค่ถามเฉยๆ" ฉันขำกลับ
"บางทีเราแค่รู้สึกว่า ความรัก เป็นอะไรที่จับต้องไม่ได้มากๆ
หลายครั้งเราก็เอาคำว่า รัก มาอ้างให้คนฟังรู้สึกดีเวลาเราทำอะไร"
ฉันแชร์สิ่งที่คิด
"ก็ใช่ แต่ผมว่าหลายๆทีความรักมันไม่เป็นคำพูด
มันเป็นความรู้สึกมากกว่า" พี่เก่งตอบเหมือนคนเมา
"แหวะ จะอ้วก!" ฉันทำท่าแขยง
"เมื่อก่อนเราก็เคยคิดนะ ว่าความรักคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นแรงผลักดันให้เราอยากทำสิ่งที่ดี
แต่สุดท้ายรู้อะไรไหม ความรักมันเป็นแค่ความรู้สึก ที่วันนึงมันก็หายไปได้
เราว่าถ้าเราจะอยู่กับใครสักคน ความเข้าใจ เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า"
ฉันตอบเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากทางความรัก
"ความรักมันอาจจะไม่ยิ่งใหญ่ แต่ผมว่าเราก็อยู่กับคนที่เราไม่รักเลยไม่ได้หรอก" พี่เก่งเสริม
"สุดท้ายนะ อะไรคือสิ่งที่สำคัญรู้ไหม" ฉันถามด้วยหน้าปีศาจร้าย
"เงิน ไงล่ะ!
ใครหน้าไหนบอกเงินซื้อความสุขไม่ได้ เงินซื้อได้ทุกอย่างที่ทำให้เราสบาย
ถ้าวันนึง แม่เราไม่สบาย ไอ้ความรักหน้าไหนจะมาจ่ายค่าหมอให้เรา?
มีโรงพยาบาลไหนรับความรักเป็นค่ายาบ้าง? ไม่มี!"
ฉันตอบเสียงกลั้วหัวเราะอย่างปีศาจร้าย
"หมวยครับ ผมว่าหมวยสุดโต่งไปแล้ว หมวยกำลังจมในทุนนิยม"
พี่เก่งตอบเบาๆ
ทำให้ฉันได้ฉุกคิด
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้ฉันอดทนอยากรีบสร้างตัวเพื่อให้แม่อยู่สบายๆ
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้เพื่อนฉันยอมสละเวลามาหาฉันทุกครั้งที่ฉันเข้ากทม.
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้ฉันได้รับการอภัยจากคนรอบตัวเสมอ แม้จะเป็นความผิดเดิมๆก็ตาม
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้ทุกครั้งฉันกลับบ้านแล้วรู้สึกอบอุ่นที่ปู่กระโดดมากอด
...
หลายครั้ง เราอาจจะใช้ชีวิตทุกวันโดยมองผ่านความรักไป
เพราะเราคาดหวังว่าความรักจะต้องมาในรูปแบบของ
ดอกกุหลาบแดงช่อใหญ่
ดินเนอร์ใต้แสงเทียน
เซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน
หรืออะไรสักอย่าง
หน้าตาของความรักที่เขาค้นหา อาจจะไม่ใช่ความรักที่แท้จริงในชีวิต
อาจจะเป็นรอยยิ้มของแม่ เวลาเจอเรา
อาจจะเป็นเสียงหัวเราะของคนที่เราทำงานด้วย
อาจจะเป็นคำถามว่า "มึงเป็นไงมั่ง?" จากเพื่อนที่ห่างหาย
อาจจะเป็นการกระโดดมานั่งตักของแมวที่บ้าน
อาจจะเป็นคำด่าของเพื่อน ที่สุดท้ายก็ยืนหยัดอยู่ข้างเรา
ความรัก
ยิ่งคิด ยิ่งมอง
ก็ยิ่งรู้สึกว่าฉันรายล้อมไปด้วยความรักรอบตัว
ขอบอกพี่เก่งผ่านตรงนี้
"หมวยไม่ได้หลงลืมความรักนะ
เพราะหมวยรักทุกอย่างรอบตัวเลย!"
กลับไปสู่ภาวะโลกสวย ณ แพกาญฯก่อนอีกครั้ง
อาทิตย์สวัสดี
เมื่ออยู่กับพี่เก่งทีไร เรามักมีเร่ืองคุยกันที่คนอื่นมักจะมองว่ามันไร้สาระสิ้นดี
"พี่ว่า ความรักมันคืออะไรเหรอ?" ฉันถาม
พี่เก่งเงียบไปครู่นึง
"เอาจริงๆ ผมก็คิดเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน"
นี่คือข้อดีของพี่เก่ง
เขาไม่เคยมองว่าคำถามทุกคำถามจากฉันเป็นเรื่องเวิ่นเว้อ
"ถ้าความรักมันคือการต้องทำทุกอย่างให้ได้มา มันเรียกว่าความรักไหม?"
พี่เก่งถามกลับ
"ไม่รู้สิ เราว่าความรักมันเป็นเรื่องของการอยากเห็นเขามีความสุข
..แม้ว่ามันจะหมายถึงเราไม่ได้มีส่วนร่วมตรงนั้นหรือเปล่า?"
ฉันตอบแบบนางเอก
"คือ..ถ้าเรารักใคร เราต้องปล่อยเขาไป แบบนั้นเรียกว่าความรัก?" พี่เก่งถามซ้ำ
"อืม ก็ถ้าปล่อยไป แล้วเขายังกลับมาหาเรา นั่นคงเป็นความรัก"
"หรือผมต้องบอกว่า ความรักคือการให้ เอาแบบหล่อๆ" พี่เก่งเริ่มกวนกลับ
"บ้า ก็ถ้าคิดว่ามันไม่ใช่ก็ไม่ใช่เส่ะ แค่ถามเฉยๆ" ฉันขำกลับ
"บางทีเราแค่รู้สึกว่า ความรัก เป็นอะไรที่จับต้องไม่ได้มากๆ
หลายครั้งเราก็เอาคำว่า รัก มาอ้างให้คนฟังรู้สึกดีเวลาเราทำอะไร"
ฉันแชร์สิ่งที่คิด
"ก็ใช่ แต่ผมว่าหลายๆทีความรักมันไม่เป็นคำพูด
มันเป็นความรู้สึกมากกว่า" พี่เก่งตอบเหมือนคนเมา
"แหวะ จะอ้วก!" ฉันทำท่าแขยง
"เมื่อก่อนเราก็เคยคิดนะ ว่าความรักคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นแรงผลักดันให้เราอยากทำสิ่งที่ดี
แต่สุดท้ายรู้อะไรไหม ความรักมันเป็นแค่ความรู้สึก ที่วันนึงมันก็หายไปได้
เราว่าถ้าเราจะอยู่กับใครสักคน ความเข้าใจ เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า"
ฉันตอบเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากทางความรัก
"ความรักมันอาจจะไม่ยิ่งใหญ่ แต่ผมว่าเราก็อยู่กับคนที่เราไม่รักเลยไม่ได้หรอก" พี่เก่งเสริม
"สุดท้ายนะ อะไรคือสิ่งที่สำคัญรู้ไหม" ฉันถามด้วยหน้าปีศาจร้าย
"เงิน ไงล่ะ!
ใครหน้าไหนบอกเงินซื้อความสุขไม่ได้ เงินซื้อได้ทุกอย่างที่ทำให้เราสบาย
ถ้าวันนึง แม่เราไม่สบาย ไอ้ความรักหน้าไหนจะมาจ่ายค่าหมอให้เรา?
มีโรงพยาบาลไหนรับความรักเป็นค่ายาบ้าง? ไม่มี!"
ฉันตอบเสียงกลั้วหัวเราะอย่างปีศาจร้าย
"หมวยครับ ผมว่าหมวยสุดโต่งไปแล้ว หมวยกำลังจมในทุนนิยม"
พี่เก่งตอบเบาๆ
ทำให้ฉันได้ฉุกคิด
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้ฉันอดทนอยากรีบสร้างตัวเพื่อให้แม่อยู่สบายๆ
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้เพื่อนฉันยอมสละเวลามาหาฉันทุกครั้งที่ฉันเข้ากทม.
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้ฉันได้รับการอภัยจากคนรอบตัวเสมอ แม้จะเป็นความผิดเดิมๆก็ตาม
มันไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ
ที่ทำให้ทุกครั้งฉันกลับบ้านแล้วรู้สึกอบอุ่นที่ปู่กระโดดมากอด
...
หลายครั้ง เราอาจจะใช้ชีวิตทุกวันโดยมองผ่านความรักไป
เพราะเราคาดหวังว่าความรักจะต้องมาในรูปแบบของ
ดอกกุหลาบแดงช่อใหญ่
ดินเนอร์ใต้แสงเทียน
เซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน
หรืออะไรสักอย่าง
หน้าตาของความรักที่เขาค้นหา อาจจะไม่ใช่ความรักที่แท้จริงในชีวิต
อาจจะเป็นรอยยิ้มของแม่ เวลาเจอเรา
อาจจะเป็นเสียงหัวเราะของคนที่เราทำงานด้วย
อาจจะเป็นคำถามว่า "มึงเป็นไงมั่ง?" จากเพื่อนที่ห่างหาย
อาจจะเป็นการกระโดดมานั่งตักของแมวที่บ้าน
อาจจะเป็นคำด่าของเพื่อน ที่สุดท้ายก็ยืนหยัดอยู่ข้างเรา
ความรัก
ยิ่งคิด ยิ่งมอง
ก็ยิ่งรู้สึกว่าฉันรายล้อมไปด้วยความรักรอบตัว
ขอบอกพี่เก่งผ่านตรงนี้
"หมวยไม่ได้หลงลืมความรักนะ
เพราะหมวยรักทุกอย่างรอบตัวเลย!"
กลับไปสู่ภาวะโลกสวย ณ แพกาญฯก่อนอีกครั้ง
อาทิตย์สวัสดี
วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557
สาส์นจากแพกาญฯ : อวัยวะไหน สำคัญกว่า?
คุณเคยคิดไหมว่าอวัยวะไหนสำคัญกว่ากัน?
เรื่องเกิดจาก การทำงานที่แพ
มีหลายบทบาท หน้าที่
ซึ่งแต่ละบทบาทหน้าที่ ต่างก็มองว่าตัวเองสำคัญ และทำงานหนักมากกว่าใคร
คนปูห้อง ก็คิดว่าตัวเองต้องแบกผ้า ปูห้องแต่ละห้อง ช่างเหนื่อยมาก
คนซักผ้า ก็คิดว่าตัวเองต้องขนผ้า แบกไปซัก แถมต้องแบกไปตากอีก ช่างเหนื่อยมาก
คนทำความสะอาด ก็คิดว่าตัวเองต้องเก็บขยะไปทิ้ง กวาดถูทั้งหมด ช่างเหนื่อยมาก
คนล้างจาน ก็คิดว่าตัวเองล้างจานอยู่คนเดียว ช่างเหนื่อยมาก
คนทำบาร์ ก็คิดว่าตัวเองต้องอยู่ดึก วุ่นวายกับแขก ช่างเหนื่อยมาก
แต่ละหน้าที่ ต่างคิดว่าตัวเอง ช่างเหนื่อยมาก
และเริ่มคิดว่า หน้าที่อื่น ช่างสบายเหลือ!
วันหนึ่ง หากเท้าคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าตา
และขอประท้วง ไม่เดิน
คิดว่าร่างกายเราจะเป็นยังไง?
วันหนึ่ง หากตาคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าฟัน
และขอประท้วง ไม่มอง
คิดว่าร่างกายจะเป็นยังไง?
วันหนึ่ง หากฟันคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าเท้า
และขอประท้วง ไม่เคี้ยว
คิดว่าร่างกายจะเป็นยังไง?
ทุกอย่าง สัมพันธ์กัน
ทุกสิ่ง เกื้อหนุนกัน
โดยส่วนตัวแล้ว ฉันไม่เคยคิดว่าอาชีพอะไรสำคัญกว่ากัน
กรรมกร กับ นักธุรกิจ
คนหนึ่งคิด อีกคนเป็นคนทำ
แต่หากวันใด ใครสักคนคิดว่าตัวเองมีค่ากว่าอีกคน
องค์กรนั้นจะเริ่มสั่นคลอน
คงเป็นหน้าที่ของทุกคน ที่จะเคารพศักดิ์ศรีของแต่ละอาชีพ
เพราะหากเราทุกคนให้เกียรติในอาชีพของเขา
ทำให้เขาเห็นคุณค่าในอาชีพตัวเอง
เขาก็จะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ
เราจะได้กินข้าวที่ชาวนาตั้งใจปลูก
เราจะได้อยู่บ้านที่คนงานตั้งใจสร้าง
เราจะได้ขึ้นเครื่องบินที่แอร์อยากบริการ
เราจะได้เข้าห้องน้ำที่สะอาดเพราะพนักงานตั้งใจทำ
ตอนไปทำงานที่ญี่ปุ่น
ฉันได้เจอกับพนักงานสาวตัวเล็กคนหนึ่ง
เธอเป็นคนเกาหลีที่มาทำงานที่ญี่ปุ่น
เราคุยกันด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นของทั้งคู่
เธอทำงานเป็นผู้ช่วย Stylist
ทั้งที่ Stylist เป็นผู้ชาย แต่กลับไม่ช่วยเธอถือแม้แต่ชิ้นเดียว
ฉันบอกว่าจะขอช่วยเธอแบกเสื้อผ้าที่เธอต้องถือ
เธอตอบฉันมาว่า
"please Let me do my Job. You have your own job too."
แม้จะไม่เข้าใจว่าการช่วยเหลือเพียงแค่แบกเสื้อผ้า
จะทำให้เธอรู้สึกว่าเธอทำงานบกพร่องได้ขนาดนั้น
แต่ก็ทำให้ฉันเห็นมุมมองความคิดเรื่องการทำงานของเธอ
เรามีงานให้ทำ
เราต้องทำงานของเราให้ดี ในทุกๆตำแหน่งล้วนมีความสำคัญ
วันไหนที่ฉันเป็นผู้ใหญ่ แล้วดูถูกตำแหน่งเล็กๆ
รบกวนเอามือมาตบกบาลฉัน แล้วเอาบทความที่ฉันเขียนในวันนี้มาให้ฉันอ่านเตือนสติที
สุดท้ายนี้คงต้องขอตัวไปก่อน
เพราะกระเพราะเริ่มทำหน้าที่ร้องหาอาหาร
ในขณะที่หนังตาของฉันก็เริ่มล้าแล้ว
ทุกอวัยวะต้องการความสนใจจากฉันล่ะ!
เรื่องเกิดจาก การทำงานที่แพ
มีหลายบทบาท หน้าที่
ซึ่งแต่ละบทบาทหน้าที่ ต่างก็มองว่าตัวเองสำคัญ และทำงานหนักมากกว่าใคร
คนปูห้อง ก็คิดว่าตัวเองต้องแบกผ้า ปูห้องแต่ละห้อง ช่างเหนื่อยมาก
คนซักผ้า ก็คิดว่าตัวเองต้องขนผ้า แบกไปซัก แถมต้องแบกไปตากอีก ช่างเหนื่อยมาก
คนทำความสะอาด ก็คิดว่าตัวเองต้องเก็บขยะไปทิ้ง กวาดถูทั้งหมด ช่างเหนื่อยมาก
คนล้างจาน ก็คิดว่าตัวเองล้างจานอยู่คนเดียว ช่างเหนื่อยมาก
คนทำบาร์ ก็คิดว่าตัวเองต้องอยู่ดึก วุ่นวายกับแขก ช่างเหนื่อยมาก
แต่ละหน้าที่ ต่างคิดว่าตัวเอง ช่างเหนื่อยมาก
และเริ่มคิดว่า หน้าที่อื่น ช่างสบายเหลือ!
วันหนึ่ง หากเท้าคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าตา
และขอประท้วง ไม่เดิน
คิดว่าร่างกายเราจะเป็นยังไง?
วันหนึ่ง หากตาคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าฟัน
และขอประท้วง ไม่มอง
คิดว่าร่างกายจะเป็นยังไง?
วันหนึ่ง หากฟันคิดว่าตัวเองทำงานหนักกว่าเท้า
และขอประท้วง ไม่เคี้ยว
คิดว่าร่างกายจะเป็นยังไง?
ทุกอย่าง สัมพันธ์กัน
ทุกสิ่ง เกื้อหนุนกัน
โดยส่วนตัวแล้ว ฉันไม่เคยคิดว่าอาชีพอะไรสำคัญกว่ากัน
กรรมกร กับ นักธุรกิจ
คนหนึ่งคิด อีกคนเป็นคนทำ
แต่หากวันใด ใครสักคนคิดว่าตัวเองมีค่ากว่าอีกคน
องค์กรนั้นจะเริ่มสั่นคลอน
คงเป็นหน้าที่ของทุกคน ที่จะเคารพศักดิ์ศรีของแต่ละอาชีพ
เพราะหากเราทุกคนให้เกียรติในอาชีพของเขา
ทำให้เขาเห็นคุณค่าในอาชีพตัวเอง
เขาก็จะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ
เราจะได้กินข้าวที่ชาวนาตั้งใจปลูก
เราจะได้อยู่บ้านที่คนงานตั้งใจสร้าง
เราจะได้ขึ้นเครื่องบินที่แอร์อยากบริการ
เราจะได้เข้าห้องน้ำที่สะอาดเพราะพนักงานตั้งใจทำ
ตอนไปทำงานที่ญี่ปุ่น
ฉันได้เจอกับพนักงานสาวตัวเล็กคนหนึ่ง
เธอเป็นคนเกาหลีที่มาทำงานที่ญี่ปุ่น
เราคุยกันด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นของทั้งคู่
เธอทำงานเป็นผู้ช่วย Stylist
ทั้งที่ Stylist เป็นผู้ชาย แต่กลับไม่ช่วยเธอถือแม้แต่ชิ้นเดียว
ฉันบอกว่าจะขอช่วยเธอแบกเสื้อผ้าที่เธอต้องถือ
เธอตอบฉันมาว่า
"please Let me do my Job. You have your own job too."
แม้จะไม่เข้าใจว่าการช่วยเหลือเพียงแค่แบกเสื้อผ้า
จะทำให้เธอรู้สึกว่าเธอทำงานบกพร่องได้ขนาดนั้น
แต่ก็ทำให้ฉันเห็นมุมมองความคิดเรื่องการทำงานของเธอ
เรามีงานให้ทำ
เราต้องทำงานของเราให้ดี ในทุกๆตำแหน่งล้วนมีความสำคัญ
วันไหนที่ฉันเป็นผู้ใหญ่ แล้วดูถูกตำแหน่งเล็กๆ
รบกวนเอามือมาตบกบาลฉัน แล้วเอาบทความที่ฉันเขียนในวันนี้มาให้ฉันอ่านเตือนสติที
สุดท้ายนี้คงต้องขอตัวไปก่อน
เพราะกระเพราะเริ่มทำหน้าที่ร้องหาอาหาร
ในขณะที่หนังตาของฉันก็เริ่มล้าแล้ว
ทุกอวัยวะต้องการความสนใจจากฉันล่ะ!
วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : ปีชงอ่ะป่าว?
หลังจากที่เงินจำนวน 8,300 บาท อันตรทานไปอย่างไร้ร่องรอย
ฉันพยายามปลอบใจตัวเองว่า "เอาน่า ถือว่าฟาดเคราห์ะสิ้นปี"
สิ่งต่อมาที่เกิดขึ้นในใจก็คือการนั่งทบทวนถึงทุกสิ่งที่อย่างที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่าน
เดี๋ยวนะ.. ปีที่ผ่านมาเป็นปีชงของฉันเหรอเนี่ย ?!
เปิดศักราชด้วยปาร์ตี้ปีใหม่
ขาหัก เดินไม่ได้ไป 4 เดือน (มกรา / กุมภา / มีนา / เมษา)
ต่อด้วยเมษา ทำกล้องที่เพิ่งซื้อได้ 2 สัปดาห์ อาบน้ำทะเลเสม็ด
สูญสิ้นทั้งกล้อง และไอโฟน4 แก่ๆ
ทำให้ต้องผ่านลมราคา 26,XXX ไป 4 เดือน และผ่อนไอโฟน 5 เครื่องใหม่ไปเงียบๆ
สิงหา ย้ายมาทำงานที่แพ เปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่
สิ่งที่เคยได้ทำ กลับไม่ได้ทำ
แถมยังต้องมาทำสิ่งที่ไม่เคยคิดจะอยากทำ
ตุลาคม ต้อนรับเดือนเกิดของตัวเอง ด้วยการไอโฟน 5 พัง
ต้องมาซ่อมในเมืองหลวงก่อนไปตรัง
เสียค่าซ่อมราคา 9,200 บาท
ส่งท้ายสิ้นปีด้วยการทำเงินหายอย่างไร้เหตุผล จำนวน 8,300 บาท
จากเร่ืองราวทั้งหมด ปีที่ผ่านมาเสียค่าเสียหายไปราว 82,000 บาทไทย
(หมายเหตุ : ราคานี้ยังไม่รวมค่าเสียหายเช่นการเปลี่ยนแบท เปลี่ยนยางรถ และค่าจิปาถะ)
จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า "นี่ปีชงของฉันหรือไม่?"
สุดท้าย หลังจากคิดทบทวนไปมา
ฉันกลับรู้สึกขอบคุณ ถ้าเกิดปีนี้เป็นปีชงจริงๆ
แต่ฉันรู้ว่ามันชงเอาก็ตอนที่เหลือเวลาของปีนี้อีกเพียง 3 วัน
เพราะถ้าฉันหมกมุ่นกับมันตั้งแต่ต้นปีว่าจะเป็นปีชงของฉัน
ฉันคงไม่เดินทางไกลไปแชงกรีล่า
ฉันคงไม่ตัดสินใจลาออกจากงานที่รัก เพื่อเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่
ฉันคงไม่ยอมไปเที่ยวที่ไหนสักที่
ฉันคงหดหู่ ซึมเศร้า
แต่ก็ต้องยอมรับ ว่าลึกๆแล้ว ฉันเป็นคนโชคดีมาก!
ความโชคดีอย่างแรกก็คือ ทุกครั้งที่ฉันมีปัญหา ฉันจะมีคนอยู่ข้างๆเสมอ
แม้คนเหล่านั้นจะด่าทอฉัน จิกกัดฉัน
แต่ฉันรู้ว่าสุดท้าย เขาเป็นคนที่รักและหาทางช่วยเหลือฉันเสมอ
สุดท้ายชีวิตเราคงต้องเจอเรื่องโชคร้ายกันอีกเยอะ
รีบหาคนดีๆในชีวิต มาคอยดูแลเวลาเราทุกข์ใจ
ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรัก สุดท้าย อาจจะไม่จำเป็นคนด้วยซ้ำ!
ขอให้ทุกคนได้มีใครเคียงข้างในปีที่โหดร้ายค่ะ :)
ฉันพยายามปลอบใจตัวเองว่า "เอาน่า ถือว่าฟาดเคราห์ะสิ้นปี"
สิ่งต่อมาที่เกิดขึ้นในใจก็คือการนั่งทบทวนถึงทุกสิ่งที่อย่างที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่าน
เดี๋ยวนะ.. ปีที่ผ่านมาเป็นปีชงของฉันเหรอเนี่ย ?!
เปิดศักราชด้วยปาร์ตี้ปีใหม่
ขาหัก เดินไม่ได้ไป 4 เดือน (มกรา / กุมภา / มีนา / เมษา)
ต่อด้วยเมษา ทำกล้องที่เพิ่งซื้อได้ 2 สัปดาห์ อาบน้ำทะเลเสม็ด
สูญสิ้นทั้งกล้อง และไอโฟน4 แก่ๆ
ทำให้ต้องผ่านลมราคา 26,XXX ไป 4 เดือน และผ่อนไอโฟน 5 เครื่องใหม่ไปเงียบๆ
สิงหา ย้ายมาทำงานที่แพ เปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่
สิ่งที่เคยได้ทำ กลับไม่ได้ทำ
แถมยังต้องมาทำสิ่งที่ไม่เคยคิดจะอยากทำ
ตุลาคม ต้อนรับเดือนเกิดของตัวเอง ด้วยการไอโฟน 5 พัง
ต้องมาซ่อมในเมืองหลวงก่อนไปตรัง
เสียค่าซ่อมราคา 9,200 บาท
ส่งท้ายสิ้นปีด้วยการทำเงินหายอย่างไร้เหตุผล จำนวน 8,300 บาท
จากเร่ืองราวทั้งหมด ปีที่ผ่านมาเสียค่าเสียหายไปราว 82,000 บาทไทย
(หมายเหตุ : ราคานี้ยังไม่รวมค่าเสียหายเช่นการเปลี่ยนแบท เปลี่ยนยางรถ และค่าจิปาถะ)
จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า "นี่ปีชงของฉันหรือไม่?"
สุดท้าย หลังจากคิดทบทวนไปมา
ฉันกลับรู้สึกขอบคุณ ถ้าเกิดปีนี้เป็นปีชงจริงๆ
แต่ฉันรู้ว่ามันชงเอาก็ตอนที่เหลือเวลาของปีนี้อีกเพียง 3 วัน
เพราะถ้าฉันหมกมุ่นกับมันตั้งแต่ต้นปีว่าจะเป็นปีชงของฉัน
ฉันคงไม่เดินทางไกลไปแชงกรีล่า
ฉันคงไม่ตัดสินใจลาออกจากงานที่รัก เพื่อเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่
ฉันคงไม่ยอมไปเที่ยวที่ไหนสักที่
ฉันคงหดหู่ ซึมเศร้า
แต่ก็ต้องยอมรับ ว่าลึกๆแล้ว ฉันเป็นคนโชคดีมาก!
ความโชคดีอย่างแรกก็คือ ทุกครั้งที่ฉันมีปัญหา ฉันจะมีคนอยู่ข้างๆเสมอ
แม้คนเหล่านั้นจะด่าทอฉัน จิกกัดฉัน
แต่ฉันรู้ว่าสุดท้าย เขาเป็นคนที่รักและหาทางช่วยเหลือฉันเสมอ
สุดท้ายชีวิตเราคงต้องเจอเรื่องโชคร้ายกันอีกเยอะ
รีบหาคนดีๆในชีวิต มาคอยดูแลเวลาเราทุกข์ใจ
ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรัก สุดท้าย อาจจะไม่จำเป็นคนด้วยซ้ำ!
ขอให้ทุกคนได้มีใครเคียงข้างในปีที่โหดร้ายค่ะ :)
วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556
สาส์นจากแพกาญฯ : วันมามากของหรรษา
เงียบหายไป เพราะไปทำงานตัวเป็นเกลียว
หลังจากที่เหล่าผู้ใหญ่และผู้รับผิดชอบงานทั้งหลาย ต่างลี้หนีแพไป
เหลือเพียงตัวเรา ที่ต้องก้มหน้ารับผิดชอบงานที่เหลือ
ตารางชีวิตจึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นดังนี้
5:30 - ตื่นนอน
6:00 - เริ่มต้นเช็คเอาท์แขก และดูแลพนักงานที่มาทำงานว่ามาครบไหม
7:00 - จัดสรรพนักงาน หากมาทำงานไม่ครบ ยังไงงานทั้งแพต้องเสร็จ (หากฝ่ายใดหายไป หรรษาจะต้องเป็นผู้เข้าไปทำแทน) และรับตรวจสอบของหากของหาย แขกลืมของ หรืออะไรก็ตาม รวมถึงหากของในแพเสียหาย ก็ต้องรีบแจ้งไกด์ให้รับผิดชอบเก็บค่าเสียหายมาให้ รวมถึงตามซ่อมของที่พังนั้น
9:00 - เดินกลับห้องไปอาบน้ำ แอบงีบหากหลับลง (ส่วนมากจะไม่หลับ)
11:30 - เดินดู เช็คงานส่วนต่างๆ ว่าทำเรียบร้อยไหม งานที่ต้องตรวจมีตั้งแต่ซักผ้าขนหนู / ปูเตียง / ใส่ของในห้องพัก / รดน้ำต้นไม้ / ตัดกิ่งไผ่ ฯลฯ
12:30 - ลงมากินข้าว กินกาแฟ
13:30 - เริ่มพับผ้าปู เตรียมเงินสำหรับทำทุนขายบาร์
16:00 - ขึ้นไปอาบน้ำ เพราะขายบาร์จะเลิกดึก
17:00 - ประจำการในบาร์ ต่อเนื่องไปจนปิดบาร์ โดยหากห้องแขกมีปัญหา หรือต้องการการเปลี่ยนห้อง ก็ต้องทำให้เรียบร้อยด้วยเช่นกัน
23:00 - เวลาปิดบาร์
23:15 - ปิดบาร์แม้แขกจะไม่ยอมให้ปิด เคลียร์ค่านวด เคลียร์ค่าบาร์
24:00 - โดยประมาณ คือเวลากลับถึงห้องเตรียมอาบน้ำนอน
00:30 - กลิ้งไปกลิ้งมา นอนไม่หลับ เพราะต้องมานอนในแพ เสียงน้ำไหล และเสียงไม้อี๊ดแอ๊ด ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ
1:00 - โดยมากจะหลับสักที
ชีวิตวนอยู่แบบนั้นเป็นสัปดาห์
จากทำไม่ได้ ทำไม่ไหว
กลายเป็นทำได้ เริ่มชิน
และเริ่มพัฒนาเป็นร่างสลายในตอนนี้
ฉันกำลังเป็นภาวะความเหนื่อยสะสม!
นั่นถือเป็นเรื่องของปัญหา
แต่ในส่วนอื่น ภาวะที่ผ่านมาทำให้ฉันรู้สึกเคารพในตัวเองขึ้นมาก
ทำให้ฉันเห็นว่า
ถ้าเราตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่ามันจะเหนื่อยขนาดไหน เราจะทำได้เสมอ
ขอเพียงตั้งใจ
เคยอ่านหนังสือ เกี่ยวกับการวิ่งมาราธอน ใครสักคนเคยบอกไว้
ตราบใดที่ใจเรายังไหว
ขาเราจะก้าวต่อไปได้เอง
การผ่านภาวะนี้ไปได้ ทำให้ฉันเชื่อมั่นในความแข็งแรงของใจตัวเองมากขึ้น
และหวังว่าหลายๆคน คงจะมีใจเข้มแข็งพอ
ในวันที่ต้องเจอช่วงวันมามากแบบฉันได้
ปล. แต่มามากแบบนี้ต่อไปอีกสักพัก ร่างกายจะไม่แข็งแรงตามหัวใจล่ะ!
หลังจากที่เหล่าผู้ใหญ่และผู้รับผิดชอบงานทั้งหลาย ต่างลี้หนีแพไป
เหลือเพียงตัวเรา ที่ต้องก้มหน้ารับผิดชอบงานที่เหลือ
ตารางชีวิตจึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นดังนี้
5:30 - ตื่นนอน
6:00 - เริ่มต้นเช็คเอาท์แขก และดูแลพนักงานที่มาทำงานว่ามาครบไหม
7:00 - จัดสรรพนักงาน หากมาทำงานไม่ครบ ยังไงงานทั้งแพต้องเสร็จ (หากฝ่ายใดหายไป หรรษาจะต้องเป็นผู้เข้าไปทำแทน) และรับตรวจสอบของหากของหาย แขกลืมของ หรืออะไรก็ตาม รวมถึงหากของในแพเสียหาย ก็ต้องรีบแจ้งไกด์ให้รับผิดชอบเก็บค่าเสียหายมาให้ รวมถึงตามซ่อมของที่พังนั้น
9:00 - เดินกลับห้องไปอาบน้ำ แอบงีบหากหลับลง (ส่วนมากจะไม่หลับ)
11:30 - เดินดู เช็คงานส่วนต่างๆ ว่าทำเรียบร้อยไหม งานที่ต้องตรวจมีตั้งแต่ซักผ้าขนหนู / ปูเตียง / ใส่ของในห้องพัก / รดน้ำต้นไม้ / ตัดกิ่งไผ่ ฯลฯ
12:30 - ลงมากินข้าว กินกาแฟ
13:30 - เริ่มพับผ้าปู เตรียมเงินสำหรับทำทุนขายบาร์
16:00 - ขึ้นไปอาบน้ำ เพราะขายบาร์จะเลิกดึก
17:00 - ประจำการในบาร์ ต่อเนื่องไปจนปิดบาร์ โดยหากห้องแขกมีปัญหา หรือต้องการการเปลี่ยนห้อง ก็ต้องทำให้เรียบร้อยด้วยเช่นกัน
23:00 - เวลาปิดบาร์
23:15 - ปิดบาร์แม้แขกจะไม่ยอมให้ปิด เคลียร์ค่านวด เคลียร์ค่าบาร์
24:00 - โดยประมาณ คือเวลากลับถึงห้องเตรียมอาบน้ำนอน
00:30 - กลิ้งไปกลิ้งมา นอนไม่หลับ เพราะต้องมานอนในแพ เสียงน้ำไหล และเสียงไม้อี๊ดแอ๊ด ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ
1:00 - โดยมากจะหลับสักที
ชีวิตวนอยู่แบบนั้นเป็นสัปดาห์
จากทำไม่ได้ ทำไม่ไหว
กลายเป็นทำได้ เริ่มชิน
และเริ่มพัฒนาเป็นร่างสลายในตอนนี้
ฉันกำลังเป็นภาวะความเหนื่อยสะสม!
นั่นถือเป็นเรื่องของปัญหา
แต่ในส่วนอื่น ภาวะที่ผ่านมาทำให้ฉันรู้สึกเคารพในตัวเองขึ้นมาก
ทำให้ฉันเห็นว่า
ถ้าเราตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่ามันจะเหนื่อยขนาดไหน เราจะทำได้เสมอ
ขอเพียงตั้งใจ
เคยอ่านหนังสือ เกี่ยวกับการวิ่งมาราธอน ใครสักคนเคยบอกไว้
ตราบใดที่ใจเรายังไหว
ขาเราจะก้าวต่อไปได้เอง
การผ่านภาวะนี้ไปได้ ทำให้ฉันเชื่อมั่นในความแข็งแรงของใจตัวเองมากขึ้น
และหวังว่าหลายๆคน คงจะมีใจเข้มแข็งพอ
ในวันที่ต้องเจอช่วงวันมามากแบบฉันได้
ปล. แต่มามากแบบนี้ต่อไปอีกสักพัก ร่างกายจะไม่แข็งแรงตามหัวใจล่ะ!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)